ค่า ChatGPT, Canva, Microsoft 365, Google Workspace ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม
- Sarawuth Suwanmanee
- 28 ส.ค.
- ยาว 2 นาที

ทุกวันนี้แทบทุกบริษัทมีค่าใช้จ่ายรายเดือนที่จ่ายออกไปต่างประเทศ ทั้ง ChatGPT, Canva, Microsoft 365, Google Workspace, Adobe, Trello, Notion, HubSpot, Mailchimp หรือ Asana
คำถามที่ตามมาคือ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม และต้องยื่นแบบอะไรบ้าง?
คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ต้องยื่น ภ.ง.ด.54 แต่ยังต้องยื่น ภ.พ.36 ทุกเดือนที่จ่าย ถ้ากิจการจดทะเบียน VAT
แนวคำวินิจฉัยที่ใช้อ้างอิงได้
ข้อหารือกรมสรรพากรเลขที่ กค 0702/1626 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2568 เรื่องภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินไปต่างประเทศสำหรับค่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์และค่าบริการให้แก่ผู้พัฒนาระบบ ได้วางแนวทางไว้ชัดเจน
หัวใจอยู่ที่ว่าค่าตอบแทนนั้นจ่ายไปเพื่ออะไร ถ้าไม่ได้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ ก็ไม่ใช่ค่าสิทธิ
สิทธิในการ ทำซ้ำและแจกจ่าย
สิทธิในการ ดัดแปลงหรือเผยแพร่
สิทธิในการดำเนินการอื่นใดที่ หากไม่จ่ายค่าตอบแทนแล้วจะถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
ข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม หรือทางวิทยาศาสตร์ (Know-how)
เมื่อไม่เข้าเกณฑ์ข้างต้น ค่าบริการนั้นไม่ใช่ค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้ซอฟต์แวร์ตามข้อบทที่ 12 วรรคสาม (ก) และ (ค) ของอนุสัญญาภาษีซ้อน แต่เข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ ตามข้อบทที่ 7
และเมื่อผู้ให้บริการต่างประเทศไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทยตามข้อบทที่ 5 ก็ไม่มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ในประเทศไทย ตามมาตรา 66 มาตรา 70 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
แปลเป็นภาษาที่ใช้ทำงานได้
เวลาเราจ่ายค่า Canva หรือ ChatGPT เราไม่ได้ซื้อสิทธิเอาโปรแกรมไปทำสำเนาขาย ไม่ได้ซื้อสิทธิเอาไปดัดแปลงเป็นสินค้าของเรา และไม่ได้ซื้อความรู้ความชำนาญของเขามาใช้ เราแค่เป็นผู้ใช้งานปลายทาง ซึ่งเป็นการซื้อบริการธรรมดา จึงเป็นกำไรจากธุรกิจของผู้ให้บริการ ไม่ใช่ค่าสิทธิ
สรุปสิ่งที่ต้องทำ 5 ข้อ
ลักษณะเงินได้ เข้าลักษณะเป็นกำไรจากธุรกิจ ตามข้อบทที่ 7 ของอนุสัญญาภาษีซ้อน
ภ.ง.ด.54 ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีและไม่ต้องยื่นแบบ
ภ.พ.36 ยังคงมีหน้าที่ยื่นและนำส่ง VAT 7% ตามมาตรา 83/6 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
ฐานภาษีของ ภ.พ.36 คือเฉพาะค่าบริการตามใบแจ้งหนี้ ไม่ต้องบวกภาษีหัก ณ ที่จ่ายเข้าไป เพราะไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้บวกแล้ว
เครดิตภาษีซื้อ นำ VAT ที่นำส่งไปใช้เป็นภาษีซื้อหักจากภาษีขายในเดือนที่นำส่ง ภ.พ.36 และได้รับใบเสร็จรับเงินที่กรมสรรพากรออกให้ โดยให้ถือใบเสร็จรับเงินนั้นเป็นใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/14
ข้อ 4 คือจุดที่พลาดกันบ่อยที่สุด หลายกิจการเคยชินกับการบวกภาษีหัก ณ ที่จ่ายเข้าไปในฐานภาษีก่อนคำนวณ VAT ซึ่งกรณีนี้ไม่ต้องทำ เพราะไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่ายตั้งแต่แรก
ทำไมไม่ต้องหักภาษีแต่ยังต้องยื่น ภ.พ.36 เพราะสิทธิประโยชน์ตามอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนครอบคลุมเฉพาะภาษีที่เก็บจากเงินได้เท่านั้น ไม่มีผลต่อการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามที่วางไว้ในข้อหารือ กค 0811(กม)/924 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2541
กรณีจ้างเขียนโปรแกรมตามสั่ง
ข้อหารือฉบับเดียวกันยังวินิจฉัยกรณีจ้างบริษัทในไอร์แลนด์และฮังการีพัฒนาโปรแกรมตามความต้องการของผู้ว่าจ้าง คิดค่าจ้างตามชั่วโมงหรือวันทำงาน และกรรมสิทธิ์ในโปรแกรมที่เสร็จแล้วตกเป็นของผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นบริษัทไทย
กรณีนี้เป็นค่าจ้างทำงานหรือให้บริการ เข้าเงินได้ตามมาตรา 40(8) เป็นกำไรจากธุรกิจตามข้อบทที่ 7 ของอนุสัญญาไทย-ไอร์แลนด์และไทย-ฮังการี เมื่อผู้รับจ้างไม่มีสถานประกอบการถาวรในไทย ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
จุดที่ทำให้ผลออกมาแบบนี้คือ กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้ว่าจ้าง ถ้าสัญญาเขียนกลับกัน คือผู้รับจ้างยังถือลิขสิทธิ์แล้วให้เราใช้สิทธิ ผลทางภาษีจะเปลี่ยนทันที
กรณีที่ต้องหักแน่นอน
หากจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิทำซ้ำ แจกจ่าย ดัดแปลง หรือเผยแพร่ เช่น ซื้อสิทธิมาทำเป็นสินค้าของตัวเอง เป็นตัวแทนจำหน่ายที่ได้สิทธิทำสำเนาขาย หรือจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่ง Know-how อันนี้เป็นค่าสิทธิ ต้องหักและยื่น ภ.ง.ด.54 ตามอัตราในอนุสัญญาของประเทศนั้น โดยทั่วไปประมาณ 5 ถึง 15%
การใช้อัตราตามอนุสัญญาต้องมีหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่เพื่อการรัษฎากร (Residence Certificate หรือ R.O.) ของผู้รับเงินไว้ก่อนจ่าย ไม่ใช่ไปตามเก็บตอนถูกตรวจ
แล้วทำไมยังมีที่บอกว่าต้องหัก
เพราะมีข้อหารือที่เก่ากว่า คือ กค 0702/5432 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2556 ซึ่งแยกบิลค่าบริการเทคโนโลยีสารสนเทศออกเป็นสองก้อน ก้อนค่าตอบแทนการใช้ซอฟต์แวร์เพื่อเข้าถึงบริการประมวลผลแบบคลาวด์ มองเป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) ต้องหักและยื่น ภ.ง.ด.54 ส่วนก้อนค่าประมวลผลมองเป็นมาตรา 40(8) กำไรจากธุรกิจ
สองฉบับนี้ใช้ฐานการวินิจฉัยคนละอย่าง ฉบับปี 2556 พิจารณาตามนิยามค่าสิทธิในประมวลรัษฎากร ส่วนฉบับปี 2568 พิจารณาตามนิยามค่าสิทธิในอนุสัญญาภาษีซ้อนซึ่งแคบกว่า เมื่อไม่เข้านิยามในอนุสัญญาก็ตกไปเข้าข้อบทกำไรจากธุรกิจ
สำหรับผู้ให้บริการที่อยู่ในประเทศที่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับไทย ซึ่งครอบคลุมผู้ให้บริการรายใหญ่แทบทั้งหมด แนวปี 2568 คือแนวที่ใช้อ้างอิงได้
กรณีที่ผู้รับเงินอยู่ในประเทศที่ไม่มีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับไทย จะไม่มีนิยามค่าสิทธิในอนุสัญญามาช่วย ควรให้ผู้ประกอบวิชาชีพพิจารณาเป็นรายกรณีก่อนจ่าย
เช็กลิสต์ก่อนจ่ายและก่อนปิดเดือน
สัญญาให้สิทธิทำซ้ำ แจกจ่าย ดัดแปลง เผยแพร่ หรือให้ Know-how ไหม ถ้าไม่ให้ ไม่ใช่ค่าสิทธิ
ถ้าเป็นงานจ้างพัฒนา กรรมสิทธิ์ในผลงานตกเป็นของใคร
ประเทศผู้รับเงินมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับไทยไหม และมีสถานประกอบการถาวรในไทยไหม
กิจการจด VAT ไหม ถ้าจด ต้องยื่น ภ.พ.36 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไปทุกเดือนที่มีการจ่าย
ฐานภาษี ภ.พ.36 ใช้ยอดตามใบแจ้งหนี้ ไม่บวกภาษีหัก ณ ที่จ่าย
นำ VAT ที่นำส่งไปเครดิตเป็นภาษีซื้อในเดือนที่นำส่ง โดยใช้ใบเสร็จของกรมสรรพากรเป็นใบกำกับภาษี
อ้างอิง ข้อหารือกรมสรรพากร เลขที่ กค 0702/1626 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2568 · เลขที่ กค 0702/5432 ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2556 · เลขที่ กค 0811(กม)/924 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2541
เช็กอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายของรายการอื่นได้ที่นี่ หรือ ปรึกษาทีม STA ถ้าเป็นสัญญามูลค่าสูงที่ต้องตีความก่อนจ่าย









ความคิดเห็น