top of page
STA Logo
DBD-สำนักงานบัญชีคุณภาพ
สำนักงานบัญชีตัวแทน

"ปวดหัวเรื่องภาษีและบัญชีอยู่ใช่ไหม?
ให้ STA ผู้เชี่ยวชาญตัวจริงดูแลคุณ ครบจบในที่เดียว"

ค่าปรับยื่นภาษีและงบการเงินล่าช้า

คำนวณยอดจริงของกิจการคุณได้ทันที

ยื่นงบการเงินช้า ยื่น ภ.พ.30 ช้า ยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่ายช้าหรือนำส่งประกันสังคมช้า แต่ละกรณีคิดค่าปรับคนละแบบ และบางตัวเพิ่มขึ้นทุกเดือนที่ปล่อยไว้ หน้านี้รวมอัตราค่าปรับทั้งหมดที่กิจการไทยต้องเจอ พร้อมเครื่องคำนวณที่กรอกตัวเลขของคุณเองแล้วรู้ยอดทันที ทุกอัตราอ้างอิงกฎหมายและประกาศของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร และสำนักงานประกันสังคม พร้อมลิงก์ต้นฉบับให้ตรวจสอบได้

อัตราค่าปรับ นำส่งงบการเงินล่าช้า

ฐานกฎหมายคือพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 30 ประกอบมาตรา 40 ซึ่งเป็นเหตุให้ปรับทั้งนิติบุคคลและกรรมการผู้จัดการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการ ตัวเลขในตารางเป็นยอดของแต่ละฝ่าย ยอดที่จ่ายจริงคือผลรวมของทั้งสองฝ่าย

บริษัทจำกัด และห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน

ล่าช้าไม่เกิน 2 เดือน ปรับนิติบุคคล 1,000 บาท และปรับกรรมการอีก 1,000 บาท รวม 2,000 บาท

เกิน 2 ถึง 4 เดือน ปรับนิติบุคคล 4,000 บาท และปรับกรรมการอีก 4,000 บาท รวม 8,000 บาท

เกิน 4 เดือน หรือไม่ยื่น ปรับนิติบุคคล 6,000 บาท และปรับกรรมการอีก 6,000 บาท รวม 12,000 บาท

บริษัทมหาชนจำกัด และนิติบุคคลต่างประเทศ

ล่าช้าไม่เกิน 2 เดือน ปรับนิติบุคคล 2,000 บาท และปรับกรรมการอีก 2,000 บาท รวม 4,000 บาท

เกิน 2 ถึง 4 เดือน ปรับนิติบุคคล 24,000 บาท และปรับกรรมการอีก 24,000 บาท รวม 48,000 บาท

เกิน 4 เดือน หรือไม่ยื่น ปรับนิติบุคคล 36,000 บาท และปรับกรรมการอีก 36,000 บาท รวม 72,000 บาท

กิจการร่วมค้า ปรับเฉพาะตัวนิติบุคคล 2,000 บาท 24,000 บาท และ 36,000 บาท ตามช่วงเวลาเดียวกัน ไม่มีค่าปรับส่วนของกรรมการ

ที่มา ตารางอัตราค่าปรับ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ยื่น บอจ.5 บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นล่าช้า ปรับกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท คนละ 2,000 บาท และไม่ปรับตัวบริษัท ค่าปรับนี้ไม่เพิ่มขึ้นตามจำนวนเดือนที่ล่าช้า

ประชุมผู้ถือหุ้นไม่ทัน 4 เดือน เป็นความผิดคนละฐานกับการยื่นงบล่าช้า

บริษัทจำกัดมี 3 กำหนดเวลาที่ต่อกันเป็นทอด ไม่ใช่กำหนดเดียว

1. ต้องจัดให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจงบการเงิน แล้วนำเสนอที่ประชุมใหญ่สามัญอนุมัติภายใน 4 เดือนนับแต่วันสิ้นรอบบัญชี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1197 รอบบัญชีที่ปิด 31 ธันวาคม จึงต้องประชุมภายใน 30 เมษายน

2. ต้องยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น บอจ.5 ภายใน 14 วันนับแต่วันที่จัดประชุมใหญ่

3. ต้องยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่อนุมัติ ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 11

จุดที่คนเข้าใจผิดมากที่สุด กำหนดข้อ2.และข้อ3.นับจากวันที่ประชุมจริง ไม่ได้นับจากวันสิ้นรอบบัญชี ถ้าประชุมช้าไปเป็นเดือนกรกฎาคม กำหนดยื่น บอจ.5 คือ 14 วันนับจากวันประชุมนั้น และกำหนดยื่นงบคือ 1 เดือนนับจากวันประชุมนั้น

ผลก็คือ ถ้าประชุมเกินกำหนดแล้วรีบยื่นทั้งงบและ บอจ.5 ให้ทันตามกำหนดที่นับจากวันประชุม จะไม่มีค่าปรับยื่นงบล่าช้าและไม่มีค่าปรับ บอจ.5 เหลือความผิดฐานเดียวคือไม่ได้นำงบเสนอที่ประชุมใหญ่ภายใน 4 เดือน

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน นิติบุคคลต่างประเทศ และกิจการร่วมค้า ไม่มีเรื่องนี้ เพราะไม่ต้องมีมติที่ประชุมใหญ่ ยื่นงบภายใน 5 เดือนนับแต่วันสิ้นรอบบัญชี ปิดรอบ 31 ธันวาคม ยื่นภายใน 31 พฤษภาคม

อัตราค่าปรับกรณีไม่ได้ประชุมอนุมัติงบภายใน 4 เดือน

ไม่นำงบดุลเสนอเพื่ออนุมัติในที่ประชุมใหญ่ภายใน 4 เดือน ปรับบริษัท 6,000 บาท และปรับกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทคนละ 6,000 บาท

ไม่จัดให้มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบงบดุล ปรับบริษัท 1,000 บาท และปรับกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทคนละ 1,000 บาท

คำว่าคนละคือจุดที่ทำให้ยอดบานปลาย ไม่ใช่ปรับก้อนเดียวแล้วกรรมการหารกัน แต่ปรับกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัททุกคน คนละเต็มจำนวน มีกรรมการผู้มีอำนาจ 4 คน ก้อนของกรรมการก็เป็น 24,000 บาท

ที่มา ตารางอัตราเปรียบเทียบปรับแนบท้ายระเบียบกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ฐานความผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1197 ประกอบพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 18(2) สำหรับบริษัท ซึ่งมีเพดานปรับไม่เกิน 20,000 บาท และมาตรา 25 สำหรับกรรมการผู้รับผิดชอบ ซึ่งมีเพดานปรับไม่เกิน 50,000 บาท

บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น บอจ.5 ยื่นเกิน 14 วันนับจากวันประชุม

บอจ.5 ต้องยื่นภายใน 14 วันนับแต่วันประชุมใหญ่สามัญประจำปี ถ้าไม่ได้ยื่นตามกำหนด มีโทษเปรียบเทียบปรับกรรมการคนละ 2,000 บาท

ค่าปรับก้อนนี้ปรับที่ตัวกรรมการเป็นรายคน ไม่ปรับตัวบริษัท และไม่เพิ่มขึ้นตามจำนวนเดือนที่ล่าช้า ต่างจากค่าปรับยื่นงบการเงินที่ยิ่งช้ายิ่งแพงขึ้นเป็นขั้น

ข้อสังเกตที่ใช้ได้จริง กำหนด 14 วันสั้นกว่ากำหนดยื่นงบ 1 เดือนมาก หลายรายจึงยื่นงบทันแต่ลืม บอจ.5 ไปโดยไม่รู้ตัว วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือยื่น บอจ.5 พร้อมกันในวันเดียวกับที่ยื่นงบ ถ้ายื่นงบภายใน 14 วันนับจากวันประชุม

สามกรณีที่เจอบ่อย เทียบยอดค่าปรับให้เห็นชัด

ทุกกรณีสมมติเป็นบริษัทจำกัด รอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธันวาคม มีกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท 2 คน

กรณีที่ 1 ประชุมทัน 30 เมษายน ยื่น บอจ.5 ทันภายใน 14 พฤษภาคม แต่ยื่นงบวันที่ 15 มิถุนายน ซึ่งเกินกำหนด 30 พฤษภาคมไปไม่ถึง 2 เดือน ค่าปรับคือผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี 1,000 บาท และกรรมการผู้จัดการ 1,000 บาท รวม 2,000 บาท

กรณีที่ 2 ประชุมช้าไปวันที่ 20 กรกฎาคม แล้วยื่น บอจ.5 วันที่ 1 สิงหาคม และยื่นงบวันที่ 10 สิงหาคม ทั้งสองรายการทันกำหนดที่นับจากวันประชุม ค่าปรับจึงมีฐานเดียวคือประชุมเกินกำหนด ปรับบริษัท 6,000 บาท และกรรมการ 2 คน คนละ 6,000 บาท รวม 18,000 บาท ไม่มีค่าปรับยื่นงบล่าช้า และไม่มีค่าปรับ บอจ.5

กรณีที่ 3 ประชุมช้าไปวันที่ 20 กรกฎาคม แล้วปล่อยยาว ยื่นงบเดือนธันวาคมซึ่งเกิน 4 เดือนนับจากวันประชุม และไม่ได้ยื่น บอจ.5 ด้วย ค่าปรับจะมีสามฐาน ยื่นงบล่าช้า 6,000 บวก 6,000 เป็น 12,000 บาท ประชุมเกินกำหนด 6,000 บวก 12,000 เป็น 18,000 บาท และ บอจ.5 อีก 4,000 บาท รวมทั้งสิ้น 34,000 บาท

เทียบกรณีที่ 2 กับกรณีที่ 3 ต่างกัน 16,000 บาท ทั้งที่ประชุมช้าเท่ากัน สิ่งที่ต่างคือหลังประชุมแล้วรีบยื่นหรือไม่ นี่คือเหตุผลที่ถ้ารู้ตัวว่าประชุมไม่ทันแล้ว ยิ่งต้องรีบประชุมและรีบยื่นทันที ไม่ใช่ปล่อยต่อไปเพราะคิดว่าช้าแล้วช้าเลย

ยื่น ภ.ง.ด.50 ล่าช้า ค่าปรับของกรมสรรพากรอีกก้อนหนึ่ง

ภ.ง.ด.50 ต้องยื่นภายใน 150 วันนับแต่วันสิ้นรอบบัญชี รอบที่ปิด 31 ธันวาคม ครบกำหนดสิ้นเดือนพฤษภาคม เป็นคนละกำหนดกับงบการเงินของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และเป็นคนละหน่วยงาน ยื่นที่หนึ่งแล้วไม่ได้แปลว่าอีกที่หนึ่งเรียบร้อย

ยื่นแบบล่าช้าไม่เกิน 7 วัน ค่าปรับอาญา 1,000 บาท

ยื่นแบบล่าช้าเกิน 7 วัน ค่าปรับอาญา 2,000 บาท ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดต่อแบบ

ไม่ได้แนบงบการเงินไปพร้อมแบบ ค่าปรับอาญาอีก 2,000 บาท

ถ้ามีภาษีที่ต้องชำระ เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนของภาษีที่ต้องชำระ เศษของเดือนนับเป็นหนึ่งเดือนเต็ม และคำนวณได้ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 27 ปีที่ขาดทุนหรือไม่มีภาษีต้องชำระ จึงไม่มีเงินเพิ่ม เหลือแต่ค่าปรับอาญา

ค่าปรับมีอายุความ 1 ปี แต่หน้าที่ยื่นงบไม่มีอายุความ

ค่าปรับกรณีมิได้ยื่นงบการเงินมีอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่ครบกำหนดยื่นงบการเงิน และค่าปรับอาญาของกรมสรรพากรก็มีอายุความเปรียบเทียบปรับ 1 ปีเช่นกัน

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรงกัน อายุความตัดเฉพาะการเรียกเก็บค่าปรับ ไม่ได้ตัดหน้าที่ที่ต้องยื่นงบการเงิน งบที่ค้างยังต้องจัดทำและนำส่งอยู่ดี และระหว่างที่ยังค้าง ข้อมูลนิติบุคคลจะไม่สมบูรณ์ กระทบตั้งแต่การขอสินเชื่อ การเข้าประมูลงาน การตรวจสอบของคู่ค้า ไปจนถึงความเสี่ยงที่กรมจะดำเนินการถอนทะเบียนร้าง

ในทางปฏิบัติ กิจการที่ค้างงบหลายปีมักถูกคิดค่าปรับแยกเป็นรายรอบบัญชี ไม่ใช่ก้อนเดียว จึงควรตรวจให้ครบก่อนว่าค้างปีไหนบ้าง แล้ววางลำดับการยื่นย้อนหลังให้ถูก อย่าเดาจากความจำ

ลำดับวันที่สำหรับรอบบัญชีที่ปิด 31 ธันวาคม

ปิดบัญชีและจัดทำงบการเงินให้เสร็จเพื่อส่งผู้สอบบัญชี ควรเสร็จภายในเดือนมีนาคม

ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและลงลายมือชื่อ ต้องเสร็จก่อนวันประชุมใหญ่ เพราะมาตรา 1197 กำหนดให้ตรวจก่อนแล้วจึงเสนอที่ประชุม เส้นตายที่ปลอดภัยคือย้อนจากวันที่ 30 เมษายนกลับไปอย่างน้อย 10 วัน

ส่งคำบอกกล่าวเรียกประชุมใหญ่ทางไปรษณีย์ตอบรับถึงผู้ถือหุ้นทุกคนที่มีชื่อในทะเบียน ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันประชุม ตามมาตรา 1175 ที่แก้ไขใหม่ ปัจจุบันบริษัททั่วไปไม่ต้องลงประกาศหนังสือพิมพ์แล้ว จะยังต้องโฆษณาก็เฉพาะบริษัทที่มีหุ้นชนิดที่มีใบหุ้นออกให้แก่ผู้ถือ

ส่งสำเนางบดุลให้ผู้ถือหุ้นล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันก่อนวันประชุมใหญ่ ตามมาตรา 1197 วรรคสอง

ประชุมใหญ่สามัญอนุมัติงบการเงิน ภายใน 30 เมษายน

ยื่น บอจ.5 ภายใน 14 วันนับจากวันประชุม

ยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภายใน 1 เดือนนับจากวันประชุม

ยื่น ภ.ง.ด.50 ต่อกรมสรรพากร ภายใน 150 วันนับแต่วันสิ้นรอบบัญชี คือสิ้นเดือนพฤษภาคม

จุดที่พลาดกันมากคือรอผู้สอบบัญชีเซ็นจนถึงปลายเมษายน แล้วเหลือเวลาไม่ถึง 7 วันสำหรับหนังสือเชิญประชุม ต้องเลื่อนประชุมออกไปและติดฐานประชุมเกินกำหนดทันที

ข้อควรทราบเรื่องอัตรา อัตราข้างต้นเป็นอัตราเปรียบเทียบปรับตามตารางแนบท้ายระเบียบกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเป็นอัตราที่เจ้าหน้าที่ใช้เป็นฐาน ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2566 ความผิดกลุ่มนี้ถูกเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 เจ้าหน้าที่จึงพิจารณาความสามารถในการชำระของผู้ถูกกล่าวหาประกอบด้วย ยอดจริงที่ต้องชำระให้ยึดตามหนังสือที่ได้รับจากกรม

โทษปรับอื่นตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543

มาตรา 28 ไม่จัดให้มีการทำบัญชี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท และปรับรายวันอีกไม่เกิน 1,000 บาทต่อวันจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
มาตรา 29 ไม่จัดให้มีผู้ทำบัญชี ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
มาตรา 30 ไม่ยื่นงบการเงิน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท
มาตรา 32 ไม่จัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ปรับไม่เกิน 20,000 บาท
ที่มา พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543

ค่าปรับของกรมสรรพากร

เบี้ยปรับ ภ.พ.30 และอัตราลดเมื่อมายื่นเอง

ไม่ยื่นแบบภายในกำหนด เบี้ยปรับเต็มคือ 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 89(2) แต่ถ้ามายื่นเองก่อนได้รับคำเตือนจากเจ้าพนักงาน จะลดเหลือเพียงเปอร์เซ็นต์หนึ่งของเบี้ยปรับ ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542 ข้อ 5 ซึ่งถูกยกเลิกและใช้ข้อความใหม่โดยคำสั่งที่ ท.ป.369/2569 มีผลตั้งแต่ 3 กรกฎาคม 2569

อัตราลดชุดนี้ใช้กับเบี้ยปรับตามมาตรา 89(1) 89(2) 89(3) และ 89(4) ชุดเดียวกันทั้งหมด ไม่ใช่ใช้กับมาตรา 89(2) อย่างเดียว

ยื่นแบบและชำระภาษีพร้อมการยื่น โดยยังไม่ได้รับคำเตือนหรือหนังสือเรียกตรวจสอบ ภายใน 15 วันนับแต่พ้นกำหนด คงเสียร้อยละ 2 ของเบี้ยปรับ ถ้าภาษี 10,000 บาท เบี้ยปรับตั้งต้น 20,000 บาท คงเสีย 400 บาท

เกิน 15 วัน ไม่เกิน 30 วัน คงเสียร้อยละ 5 ของเบี้ยปรับ เท่ากับ 1,000 บาท

เกิน 30 วัน ไม่เกิน 60 วัน คงเสียร้อยละ 10 ของเบี้ยปรับ เท่ากับ 2,000 บาท

เกิน 60 วัน คงเสียร้อยละ 20 ของเบี้ยปรับ เท่ากับ 4,000 บาท

ได้รับหนังสือแจ้งให้ยื่นแบบแล้วจึงมายื่นและชำระ ภายในกำหนดเวลาในหนังสือ คงเสียร้อยละ 40 พ้นกำหนดเวลา คงเสียร้อยละ 50

เจ้าพนักงานประเมินตรวจพบความผิดและบันทึกไว้แล้ว ภายในหนึ่งปี คงเสียร้อยละ 40 พ้นหนึ่งปี คงเสียร้อยละ 50 และแม้จะรีบมายื่นเองก่อนได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน ก็ยังใช้อัตรานี้ ไม่ได้กลับไปใช้ร้อยละ 2

เงื่อนไขที่มักถูกมองข้าม ต้องยื่นแบบและชำระภาษีพร้อมกัน ยื่นแบบเฉย ๆ โดยยังไม่ชำระจะไม่เข้าอัตราร้อยละ 2 และต้องทำคำร้องเป็นหนังสือต่อเจ้าพนักงานประเมินก่อนได้รับหนังสือแจ้งการประเมิน การงดหรือลดเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงาน ไม่ใช่สิทธิที่ได้อัตโนมัติ การลดตามข้อนี้ลดเฉพาะเบี้ยปรับ ไม่ลดเงินเพิ่มตามมาตรา 89/1

ที่มา คำสั่งกรมสรรพากร ท.ป.81/2542 แก้ไขเพิ่มเติมโดย ท.ป.369/2569 และประมวลรัษฎากรมาตรา 89 และ 89/1

จุดที่คนคำนวณผิดกันมากที่สุด ตัวบทเขียนว่าร้อยละ 2 ของเบี้ยปรับ ไม่ใช่ร้อยละ 2 ของภาษี ต้องคิดเบี้ยปรับตั้งต้น 2 เท่าของภาษีก่อน แล้วจึงคูณเปอร์เซ็นต์ตามอัตราข้างต้น ผลลัพธ์จึงเท่ากับร้อยละ 4 ของภาษี ไม่ใช่ร้อยละ 2

เบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มมีหลายมาตรา แต่ละมาตราคิดคนละฐาน

มาตรา 89(2) ไม่ยื่นแบบภายในกำหนดเวลา เบี้ยปรับ 2 เท่าของภาษีที่ต้องเสียในเดือนภาษีนั้น

มาตรา 89(3) ยื่นแบบไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด เป็นเหตุให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไป เบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีที่คลาดเคลื่อน

มาตรา 89(4) ยื่นแบบไว้ไม่ถูกต้อง เป็นเหตุให้ภาษีขายหรือภาษีซื้อคลาดเคลื่อน เบี้ยปรับ 1 เท่าของภาษีขายที่แสดงไว้ขาด หรือภาษีซื้อที่แสดงไว้เกิน

มาตรา 89/1 เงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของภาษีที่ต้องชำระ คำนวณได้ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ เงินเพิ่มไม่ใช่เบี้ยปรับ และงดลดตามหลักเกณฑ์คนละชุดกัน

จุดที่ต้องเข้าใจให้ตรง มาตรา 89(4) ปรับเฉพาะภาษีขายที่แสดงไว้ขาด และภาษีซื้อที่แสดงไว้เกิน ถ้าแสดงภาษีขายไว้เกินหรือแสดงภาษีซื้อไว้ขาด ซึ่งเป็นการเสียภาษีไว้มากกว่าที่ควร จะไม่มีเบี้ยปรับในส่วนนั้น

เบี้ยปรับหลายมาตราไม่ได้บวกกัน แต่เปรียบเทียบแล้วเก็บก้อนที่มากกว่า

เมื่อความผิดเดียวเข้าข่ายเบี้ยปรับหลายมาตรา กรมสรรพากรจะไม่บวกทุกก้อนรวมกัน แต่เปรียบเทียบแล้วเรียกเก็บเฉพาะจำนวนที่ได้เงินมากกว่า ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.81/2542

กรณีไม่ได้ยื่นแบบแล้วภายหลังพบว่าตัวเลขผิดด้วย ให้เทียบมาตรา 89(2) กับมาตรา 89(4) แล้วเก็บก้อนที่มากกว่า

กรณียื่นแบบในกำหนดแล้วภายหลังพบว่าตัวเลขผิด ให้เทียบมาตรา 89(3) กับมาตรา 89(4) แล้วเก็บก้อนที่มากกว่า

ผลในทางปฏิบัติคือ บางครั้งภาษีคลาดเคลื่อนน้อยมาก แต่เบี้ยปรับกลับสูง เพราะก้อนของมาตรา 89(4) ที่คิดจากภาษีขายขาดบวกภาษีซื้อเกิน ใหญ่กว่าก้อนที่คิดจากภาษีคลาดเคลื่อน การประมาณเบี้ยปรับจากยอดภาษีที่ขาดไปอย่างเดียวจึงมักต่ำกว่าความจริง

เงินเพิ่มคิดจากภาษีที่ค้างชำระจริง ไม่ใช่จากยอดคลาดเคลื่อน

เงินเพิ่มตามมาตรา 89/1 คิดจากภาษีที่ต้องชำระสุทธิที่ถูกต้อง หักด้วยจำนวนที่ชำระไปแล้วจริง ไม่ได้คิดจากยอดคลาดเคลื่อนเสมอไป

ถ้าแบบที่ยื่นแสดงว่ามีภาษีชำระเกิน แปลว่ายังไม่ได้ชำระอะไรเลย เมื่อคำนวณใหม่แล้วกลายเป็นมีภาษีต้องชำระ เงินเพิ่มจะคิดจากยอดที่ต้องชำระทั้งจำนวน ไม่ใช่คิดจากส่วนต่าง

ถ้าเดือนนั้นคำนวณใหม่แล้วยังมีภาษีชำระเกินอยู่ จะไม่มีเงินเพิ่มเลย แม้จะมีเบี้ยปรับตามมาตรา 89(4) ก็ตาม เพราะไม่มีภาษีค้างชำระให้คิดเงินเพิ่ม

เงินเพิ่มมีเพดาน คำนวณได้ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ดังนั้นแม้ค้างมานานหลายปี เงินเพิ่มจะหยุดที่เท่าตัวของภาษี

สามตัวอย่างที่ยกมาจากคำสั่ง ป.81/2542 โดยตรง

ตัวอย่างที่ 1 ยื่นแบบพ้นกำหนดแล้วภายหลังพบว่าตัวเลขผิด แบบที่ยื่นแสดงภาษีขาย 1,000 ภาษีซื้อ 750 ภาษีต้องชำระ 250 บาท ตัวเลขที่ถูกต้องคือภาษีขาย 1,600 ภาษีซื้อ 400 ภาษีต้องชำระ 1,200 บาท มาตรา 89(2) คิดจากภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม 950 บาท คูณ 2 เท่ากับ 1,900 บาท มาตรา 89(4) คิดจากภาษีขายขาด 600 บวกภาษีซื้อเกิน 350 เท่ากับ 950 บาท เปรียบเทียบแล้วเก็บมาตรา 89(2) จำนวน 1,900 บาท และเงินเพิ่มคิดจาก 950 บาท

ตัวอย่างที่ 2 แบบที่ยื่นแสดงภาษีชำระเกิน แต่ที่ถูกต้องมีภาษีต้องชำระ แบบที่ยื่นแสดงภาษีขาย 1,000 ภาษีซื้อ 2,750 จึงเป็นภาษีชำระเกิน 1,750 บาท ตัวเลขที่ถูกต้องคือภาษีขาย 1,600 ภาษีซื้อ 1,400 ภาษีต้องชำระ 200 บาท มาตรา 89(2) คิดจาก 200 คูณ 2 เท่ากับ 400 บาท แต่มาตรา 89(4) คิดจากภาษีขายขาด 600 บวกภาษีซื้อเกิน 1,350 เท่ากับ 1,950 บาท เปรียบเทียบแล้วเก็บมาตรา 89(4) จำนวน 1,950 บาท ทั้งที่ภาษีที่ต้องชำระจริงมีแค่ 200 บาท นี่คือเหตุผลที่การนำภาษีซื้อที่ไม่มีสิทธิมาใช้ แพงกว่าที่คิดมาก

ตัวอย่างที่ 3 ยื่นแบบในกำหนดแล้วภายหลังพบว่าผิด แบบที่ยื่นแสดงภาษีขาย 1,500 ภาษีซื้อ 1,000 ภาษีต้องชำระ 500 บาท ที่ถูกต้องคือภาษีขาย 1,200 ภาษีซื้อ 600 ภาษีต้องชำระ 600 บาท มาตรา 89(3) คิดจากภาษีคลาดเคลื่อน 100 บาท มาตรา 89(4) คิดจากภาษีซื้อเกิน 400 บาท ส่วนภาษีขายที่แสดงไว้เกิน 300 ไม่มีเบี้ยปรับ เปรียบเทียบแล้วเก็บมาตรา 89(4) จำนวน 400 บาท มากกว่ายอดภาษีที่คลาดเคลื่อนถึงสี่เท่า

ยื่นแบบภายในกำหนด แม้ตัวเลขผิด ก็ไม่มีเบี้ยปรับ

ยื่นแบบภายในกำหนดเวลา แต่กรอกตัวเลขผิดพลาดและชำระภาษีไม่ครบ ไม่มีเบี้ยปรับตามมาตรา 89(3) และ 89(4) มีเฉพาะเงินเพิ่มของภาษีที่ยังค้างชำระ

ยื่นแบบในกำหนด แล้วยื่นแบบเพิ่มเติมภายในกำหนดเวลาโดยชำระภาษีพร้อมการยื่นเพิ่มเติม ไม่มีทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

ยื่นแบบในกำหนด แล้วยื่นเพิ่มเติมภายในกำหนดแต่ไม่ได้ชำระภาษีพร้อมกัน ไม่มีเบี้ยปรับ มีเฉพาะเงินเพิ่มของยอดที่ยังไม่ได้ชำระ

ยกยอดภาษีชำระเกินของเดือนก่อนมาใช้มากกว่าที่มีอยู่จริง โดยที่ภาษีขายและภาษีซื้อของเดือนนั้นถูกต้องทั้งคู่ ไม่มีเบี้ยปรับ มีเฉพาะเงินเพิ่มของส่วนที่ยกมาเกิน

หลักที่เห็นได้จากทั้งสี่กรณี ตราบใดที่ยื่นแบบภายในกำหนดและตัวเลขภาษีขายกับภาษีซื้อถูกต้อง ความคลาดเคลื่อนที่เหลือจะถูกมองเป็นการชำระภาษีไม่ครบ ซึ่งเสียแค่เงินเพิ่ม ยื่นให้ทันกำหนดจึงคุ้มกว่าเสมอ แม้ตัวเลขจะยังไม่นิ่ง

นอกจากเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแล้ว การยื่น ภ.พ.30 ล่าช้ายังมีค่าปรับอาญาอีกก้อนหนึ่ง ฐานความผิดคือประมวลรัษฎากรมาตรา 90(2) เพดานไม่เกิน 2,000 บาทต่อแบบ อัตราเปรียบเทียบปรับที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ใช้คือ 300 บาทเมื่อพ้นกำหนดไม่เกิน 7 วัน และ 500 บาทเมื่อเกิน 7 วัน
ค่าปรับอาญาก้อนนี้เกิดจากการไม่ยื่นแบบ ไม่เกี่ยวกับว่าเดือนนั้นมีภาษีต้องชำระหรือไม่ เดือนที่ภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายจนไม่มีภาษีต้องชำระ ก็ยังมีค่าปรับอาญาถ้ายื่นช้า
 

เงินเพิ่ม

ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีหัก ณ ที่จ่าย เงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ของภาษีที่ต้องชำระโดยไม่รวมเบี้ยปรับ และคำนวณได้ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ตามมาตรา 27
ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน และไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระเช่นกัน ตามมาตรา 89/1
ภ.ง.ด.51 ยื่นล่าช้า หรือประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 โดยไม่มีเหตุอันสมควร เงินเพิ่มร้อยละ 20 ของภาษีที่ชำระขาด ตามมาตรา 67 ตรี ซึ่งขอลดได้ตาม ท.ป.81/2542 ข้อ 16
ค่าปรับอาญาไม่เกิน 2,000 บาทต่อแบบ ตามมาตรา 35 สำหรับภาษีเงินได้ และมาตรา 90 สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม
ข้อสังเกต ตัวเลขค่าปรับอาญาแบบ 100 หรือ 200 บาทเมื่อยื่นช้าไม่เกิน 7 วัน และ 300 หรือ 500 บาทเมื่อเกิน 7 วัน เป็นอัตราที่พบในทางปฏิบัติจากการเปรียบเทียบปรับของสำนักงานสรรพากรพื้นที่ ไม่ใช่ตัวเลขที่ปรากฏในกฎหมาย กฎหมายกำหนดเพียงเพดานไม่เกิน 2,000 บาทต่อแบบ และเปิดให้ขอลดได้

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย นำส่งไม่ครบหรือไม่ได้นำส่ง

ผู้จ่ายเงินที่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องยื่นรายการและนำส่งเงินภาษีภายใน 7 วันนับแต่วันที่จ่ายเงินได้ ตามมาตรา 52 แต่กฎหมายเปิดทางเลือกให้นำส่งภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้แทน ตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสอง ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไป

ทางเลือกนี้ใช้ได้กับ ภ.ง.ด.1 เงินเดือนค่าจ้างตามมาตรา 50(1) ภ.ง.ด.2 เฉพาะดอกเบี้ยและเงินปันผลตามมาตรา 40(4)(ก) และ (ช) การขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 50(4) ภ.ง.ด.53 ตามมาตรา 69 ทวิ และ ภ.ง.ด.3 กับ ภ.ง.ด.53 ตามมาตรา 3 เตรส

ไม่ยื่นรายการและไม่นำส่งภายในกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 35 ประกอบมาตรา 17 ส่วนอัตราเปรียบเทียบปรับที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ใช้จริงกับแบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือ 100 บาทต่อแบบเมื่อพ้นกำหนดไม่เกิน 7 วัน และ 200 บาทต่อแบบเมื่อเกิน 7 วัน
ข้อที่ต้องระวังคือคำว่าต่อแบบ เดือนหนึ่งถ้าต้องยื่นทั้ง ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 และ ภ.ง.ด.53 แล้วยื่นช้าทั้งสามแบบ ค่าปรับอาญาคิดแยกทุกแบบ ไม่ใช่ก้อนเดียว
อัตรานี้ต่ำกว่าแบบรายปีมาก ภ.ง.ด.50 อยู่ที่ 1,000 และ 2,000 บาท เพราะกฎหมายมองว่าแบบรายเดือนมีความถี่สูงกว่า แต่ตัวเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนไม่ได้ลดตามไปด้วย ยอดจริงที่แพงจึงมักเป็นเงินเพิ่ม ไม่ใช่ค่าปรับอาญา

เงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องนำส่ง โดยไม่รวมเบี้ยปรับ ตามมาตรา 27 นับตั้งแต่พ้นกำหนดเวลาจนถึงวันที่นำส่งจริง และมีเพดาน คำสั่ง ป.91/2542 ข้อ 9 เขียนว่าเงินเพิ่มที่คำนวณได้ไม่ให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง ที่อัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน เงินเพิ่มจะชนเพดานเมื่อครบ 67 เดือน

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่มีเบี้ยปรับเหมือนภาษีมูลค่าเพิ่ม มีเพียงตัวภาษี เงินเพิ่ม และค่าปรับอาญาเท่านั้น

หักไว้ครบแล้วไม่นำส่ง ผู้จ่ายรับผิดคนเดียวเต็มจำนวน

เส้นแบ่งความรับผิดอยู่ที่ว่าหักไว้ครบถูกต้องหรือยัง ไม่ได้อยู่ที่ว่านำส่งหรือยัง

ถ้าหักไว้ครบถูกต้องแล้ว แต่ไม่ได้นำส่งหรือนำส่งไม่ครบ ผู้รับเงินพ้นความรับผิดทันทีเท่าจำนวนที่ถูกหักไว้ และผู้จ่ายเงินต้องรับผิดชำระภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว ตามมาตรา 54 วรรคสอง และ ป.91/2542 ข้อ 7 กรมจะเรียกจากผู้จ่ายอย่างเดียว ไปเรียกจากผู้รับเงินไม่ได้

ถ้าไม่ได้หักไว้เลย หรือหักไว้ไม่ครบ ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้รับเงินตามจำนวนภาษีที่ไม่ได้หักหรือที่ขาดไป ตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง และ ป.91/2542 ข้อ 2 ข้อ 3 และข้อ 6 กรณีนี้ยังพอเรียกคืนจากผู้รับเงินได้

ถ้าหักครบและนำส่งครบภายในกำหนด ทั้งสองฝ่ายพ้นความรับผิดเท่าจำนวนที่นำส่งไว้ถูกต้อง ตาม ป.91/2542 ข้อ 5 และถ้าไม่ได้หักแต่ออกภาษีแทนผู้รับเงินและนำส่งครบทันกำหนด ก็พ้นความรับผิดเช่นกัน ตามข้อ 4

ผลในทางปฏิบัติที่ควรจำ การหักภาษีไว้แล้วเก็บเงินไว้ในกิจการเพราะสภาพคล่องตึง เป็นการย้ายภาระทั้งก้อนมาไว้ที่ตัวเองโดยไม่มีทางถอยกลับ ต่างจากการลืมหักตั้งแต่ต้น ซึ่งยังแบ่งภาระกับผู้รับเงินได้

ออกหนังสือรับรองการหักภาษีแล้วไม่นำส่ง เสี่ยงทั้งทางแพ่งและทางอาญา

เมื่อผู้จ่ายเงินหักภาษีไว้และออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้รับเงินแล้ว แต่ไม่นำเงินส่งกรมสรรพากรหรือนำส่งไม่ครบ ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียว ตามมาตรา 54 วรรคสอง

ผู้รับเงินยังมีสิทธินำจำนวนที่ระบุในหนังสือรับรองไปถือเป็นเครดิตภาษีได้ตามปกติ ไม่ว่าผู้จ่ายจะนำส่งหรือไม่ก็ตาม เจ้าพนักงานประเมินมีหน้าที่ตรวจเพียงว่าผู้รับเงินถูกหักภาษีไว้จริงหรือไม่

เมื่อเจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่าผู้จ่ายหักไว้แล้วแต่ไม่ได้นำส่ง จะดำเนินการทั้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้จ่ายเงินเพื่อให้นำส่งภาษีให้ครบ ตาม ป.91/2542 ข้อ 11 วรรคสาม

ลำดับการเรียกเก็บคือ เจ้าพนักงานประเมินจะเรียกเก็บจากผู้จ่ายเงินก่อน ถ้าเรียกเก็บไม่ได้หรือไม่ครบ จึงมีอำนาจประเมินหรือออกหมายเรียกผู้รับเงินตามมาตรา 18 มาตรา 19 หรือมาตรา 23 ต่อไป ตามข้อ 12

ถ้าผู้รับเงินยื่นแบบและชำระภาษีเองไปแล้ว ไม่ต้องนำส่งซ้ำ

กรณีที่ผู้จ่ายเงินไม่ได้หักภาษีและไม่ได้นำส่ง หรือหักและนำส่งไว้ไม่ครบ แต่ผู้รับเงินได้นำเงินได้ก้อนนั้นไปยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเรียบร้อยแล้ว ถือว่าผู้รับเงินซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมได้ชำระหนี้ภาษีแล้ว ผู้จ่ายเงินจึงหลุดพ้นจากหนี้ภาษีเฉพาะตัวเงินภาษี ตามมาตรา 54 วรรคสอง และ ป.91/2542 ข้อ 10

แต่ผู้จ่ายเงินยังคงต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือน โดยนับตั้งแต่พ้นกำหนดเวลานำส่ง จนถึงวันที่ผู้รับเงินยื่นแบบและชำระภาษีครบจำนวนที่ถูกต้อง ไม่ใช่นับถึงวันนี้ ยิ่งผู้รับเงินยื่นเร็ว เงินเพิ่มยิ่งน้อย

สิ่งที่ต้องทำจริงคือขอสำเนาหลักฐานการยื่นแบบและใบเสร็จการชำระภาษีของผู้รับเงินมาเก็บไว้ ถ้าไม่มีหลักฐาน ก็พิสูจน์กับเจ้าพนักงานไม่ได้ และจะกลายเป็นต้องนำส่งภาษีเต็มจำนวนอยู่ดี

ทางนี้ใช้ได้เฉพาะกรณีไม่ได้หักหรือหักไม่ครบเท่านั้น ถ้าหักไว้ครบแล้วไม่นำส่ง เงินนั้นเป็นเงินของผู้รับเงินที่อยู่ในมือผู้จ่าย ต้องนำส่งเสมอ

ขายอสังหาริมทรัพย์ และการจ่ายเงินออกไปต่างประเทศ

การหักภาษี ณ ที่จ่ายจากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 50(5) และ 50(6) ต้องนำส่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะจดทะเบียน และห้ามเจ้าหน้าที่ลงนามรับรู้หรือบันทึกจนกว่าจะได้รับเงินภาษีครบถ้วน ตามมาตรา 52 วรรคสอง กรณีนี้จึงพลาดยาก เพราะจดทะเบียนไม่ผ่านถ้ายังไม่ชำระ

ถ้าการหักภาษีจากอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ให้กลับไปใช้วิธีนำส่งตามปกติ และหลักเกณฑ์เดียวกันนี้ใช้กับการขายอสังหาริมทรัพย์ของนิติบุคคลตามมาตรา 69 ตรี ด้วย

การจ่ายเงินได้พึงประเมินออกไปให้ผู้รับในต่างประเทศตามมาตรา 70 ต้องยื่นรายการและนำส่งภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่าย โดยใช้ ภ.ง.ด.54 และใช้หลักเกณฑ์ความรับผิดและเงินเพิ่มชุดเดียวกับที่กล่าวมาทั้งหมด ตาม ป.91/2542 ข้อ 14

ภ.ง.ด.51 มีค่าปรับสองเรื่องที่คนละเหตุกัน

เรื่องแรกคือยื่นแบบล่าช้า เกิดจากไม่ทันกำหนด 2 เดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบ 6 เดือนแรกของรอบบัญชี รอบบัญชีที่ปิด 31 ธันวาคม กำหนดยื่นคือภายในสิ้นเดือนสิงหาคม

เรื่องที่สองคือประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิจริง เรื่องนี้เกิดได้แม้ยื่นแบบทันกำหนดทุกอย่าง เพราะจะรู้ว่าประมาณการขาดหรือไม่ ก็ต่อเมื่อปิดงบทั้งปีเสร็จแล้ว

ทั้งสองเรื่องอยู่ในมาตรา 67 ตรี เหมือนกัน คิดเงินเพิ่มร้อยละ 20 เหมือนกัน แต่คิดจากฐานคนละตัว เรื่องแรกคิดจากภาษีครึ่งปีที่ต้องชำระ เรื่องที่สองคิดจากภาษีที่ชำระไว้ขาด และเกิดพร้อมกันได้ ถ้าเกิดพร้อมกันจะถูกคิดทั้งสองก้อน

เงินเพิ่มตามมาตรา 67 ตรี ถือเป็นค่าภาษี และลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด ซึ่งก็คือคำสั่ง ท.ป.81/2542

ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 ล่าช้า

ค่าปรับอาญา พ้นกำหนดไม่เกิน 7 วัน 1,000 บาท พ้นกำหนดเกิน 7 วัน 2,000 บาท ซึ่งเป็นเพดานสูงสุดตามประมวลรัษฎากรมาตรา 35 ค่าปรับก้อนนี้เกิดจากการไม่ยื่นแบบ ไม่เกี่ยวกับว่าจะมีภาษีต้องชำระหรือไม่

เงินเพิ่ม เกิดเฉพาะเมื่อมีภาษีต้องชำระ อัตราเต็มตามมาตรา 67 ตรี คือร้อยละ 20 ของภาษีที่ต้องชำระ แต่ขอลดได้ตามคำสั่ง ท.ป.81/2542 ข้อ 16 ถ้ายื่นแบบและชำระภาษีพร้อมกันโดยยังไม่ได้รับคำเตือนหรือหนังสือเรียกตรวจสอบ

ชำระภายใน 2 วันนับแต่พ้นกำหนด คงเสียร้อยละ 0.10 ของภาษี ภาษีครึ่งปี 50,000 บาท เสียเงินเพิ่ม 50 บาท

เกิน 2 วัน แต่ไม่เกิน 7 วัน คงเสียร้อยละ 0.50 ของภาษี เท่ากับ 250 บาท

เกิน 7 วัน คิดร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือน จนกว่าจะชนเพดานเงินเพิ่มตามกฎหมาย ซึ่งคือร้อยละ 20 ล่าช้า 100 วันนับเป็น 4 เดือน เสียร้อยละ 6 เท่ากับ 3,000 บาท

ความต่างระหว่างยื่นวันที่ 2 กับยื่นวันที่ 8 คือ 50 บาทกับหลักพัน ถ้ารู้ตัวว่าเลยกำหนดแล้ว วันที่ยื่นมีผลต่อยอดจริง ไม่ใช่เรื่องเล็ก

ประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกิน 25%

ถ้าประมาณการกำไรสุทธิที่ยื่นไว้ใน ภ.ง.ด.51 ขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิจริงที่ปรากฏในตอนปิดงบ โดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 ของภาษีที่ชำระไว้ขาด ตามมาตรา 67 ตรี

ถ้ามีเหตุอันสมควร ไม่มีเงินเพิ่มก้อนนี้เลย แม้ประมาณการจะขาดไปมากเพียงใดก็ตาม

ข้อสังเกตที่ทำให้คนตกใจ เงินเพิ่มก้อนนี้ไม่มีอัตราลดตามจำนวนวันเหมือนการยื่นล่าช้า ถ้าถูกเจ้าพนักงานตรวจพบ คือร้อยละ 20 เต็ม ภาษีที่ชำระไว้ขาด 30,000 บาท เงินเพิ่มคือ 6,000 บาท ไม่ว่าจะรู้ตัวช้าหรือเร็ว

เหตุอันสมควร ตามคำสั่ง ป.50/2537

เกราะที่ง่ายที่สุดคือ ถ้ายื่นเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ยื่นไว้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว ถือว่ามีเหตุอันสมควร ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 20 แม้ประมาณการจะขาดไปเกิน 25% ก็ตาม

ความหมายในทางปฏิบัติคือ ไม่ต้องประมาณการให้แม่นยำก็ได้ ขอแค่ภาษีครึ่งปีที่ชำระไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของภาษีทั้งปีที่แล้ว ก็ปลอดภัยจากเงินเพิ่มก้อนนี้แล้ว กิจการที่กำไรโตขึ้นทุกปีจึงควรใช้ตัวเลขปีที่แล้วเป็นพื้นเสมอ ไม่ใช่ประมาณการจากผลครึ่งปีแรกอย่างเดียว

อีกกรณีหนึ่งคือ ยื่นภาษีครึ่งปีไว้ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของปีที่แล้ว เพราะได้รับยกเว้นภาษีหรือได้ลดอัตราภาษี โดยที่ประมาณการกำไรสุทธิที่ยื่นไม่ได้น้อยกว่ากำไรสุทธิของรอบบัญชีที่แล้ว กรณีนี้ก็ถือว่ามีเหตุอันสมควร เพราะความคลาดเคลื่อนเกิดจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี ไม่ได้เกิดจากการประมาณการต่ำ

ที่มา คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.50/2537 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งที่ ป.152/2558

รู้ตัวว่าประมาณการขาด แก้ก่อนยื่น ภ.ง.ด.50 จะถูกกว่ามาก

ถ้าปิดงบแล้วพบว่าประมาณการที่ยื่นไว้ขาดไปเกิน 25% ให้ยื่นแบบ ภ.ง.ด.51 เพิ่มเติมและชำระภาษีส่วนที่ขาดเสียก่อน โดยยื่นเองก่อนที่เจ้าพนักงานจะตรวจพบ จะขอลดเงินเพิ่มจากร้อยละ 20 เหลือร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนได้ ตามคำสั่ง ท.ป.81/2542 ข้อ 16(2)

ภาษีที่ชำระไว้ขาด 30,000 บาท ถ้าแก้ภายในเดือนเดียว เงินเพิ่มคือ 450 บาท ถ้าปล่อยจนถูกเจ้าพนักงานตรวจพบ คือ 6,000 บาท ต่างกันสิบสามเท่า

เงื่อนไขที่ต้องระวัง ต้องยื่นแบบและชำระภาษีพร้อมกัน และต้องยังไม่ได้รับคำเตือนหรือหนังสือเรียกตรวจสอบไต่สวนเป็นหนังสือ ถ้าได้รับหนังสือแล้วจึงมายื่น จะไม่ได้อัตราลดนี้

ในทางปฏิบัติ จังหวะที่ควรตรวจคือตอนปิดงบเสร็จและรู้กำไรสุทธิจริงแล้ว ก่อนยื่น ภ.ง.ด.50 ในเดือนพฤษภาคม ถ้าเทียบแล้วประมาณการขาดเกิน 25% และไม่เข้าเหตุอันสมควร ให้ยื่นเพิ่มเติมทันทีในจังหวะนั้น

สองข้อที่มักถูกลืม ค่าปรับอาญาและเงินเพิ่มทั้งหมดนี้ ไม่ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล จ่ายแล้วบวกกลับเป็นรายจ่ายต้องห้าม ต้นทุนจริงจึงสูงกว่าตัวเลขที่จ่ายไป และค่าปรับอาญามีอายุความ 1 ปีนับแต่วันครบกำหนดยื่นแบบ แต่ภาระภาษีและเงินเพิ่มไม่ได้หมดไปพร้อมกับอายุความของค่าปรับอาญา

บริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยโดยมีผู้ถือหุ้นหรือกรรมการเป็นชาวต่างชาติ มีหน้าที่ยื่นแบบและนำส่งภาษีเหมือนบริษัทไทยทุกประการ และภาระส่วนใหญ่เป็นรายเดือน ไม่ใช่รายปี ดูสรุปกำหนดยื่นรายเดือนและจุดที่มักพลาดได้ที่ รับทำบัญชีบริษัทที่ชาวต่างชาติถือหุ้น

เงินเพิ่มกรณีนำส่งเงินสมทบประกันสังคมล่าช้า

นายจ้างที่นำส่งเงินสมทบล่าช้าหรือนำส่งไม่ครบ ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของเงินสมทบที่ยังไม่ได้นำส่งหรือที่ยังขาดอยู่ นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่ง ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 49 วรรคหนึ่ง กำหนดนำส่งคือภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงินสมทบ ตามมาตรา 47 เงินเพิ่มจึงเริ่มเดินตั้งแต่วันที่ 16
ตัวบทไม่ได้เขียนวิธีนับเศษของเดือนไว้ แนวปฏิบัติที่ใช้กันทั่วไปคือนับเศษของเดือนเป็นหนึ่งเดือนเต็ม ยอดที่แน่นอนให้ยึดตามที่สำนักงานประกันสังคมแจ้ง

เงินเพิ่มประกันสังคมมีเพดาน มาตรา 49 วรรคหนึ่งตอนท้ายเขียนว่าเงินเพิ่มที่คำนวณได้ต้องไม่เกินจำนวนเงินสมทบที่นายจ้างต้องจ่าย เพดานนี้เพิ่มเข้ามาโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2558 ที่อัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน เงินเพิ่มจะชนเพดานเมื่อค้างครบ 50 เดือน แล้วหยุดอยู่ที่เท่าตัวของเงินสมทบ

เงินสมทบค้าง 15,000 บาท ค้างมา 5 ปี เงินเพิ่มตามสูตรจะเป็น 18,300 บาท แต่เก็บได้จริงเพียง 15,000 บาท รวมที่ต้องนำส่งคือ 30,000 บาท

ประกันสังคมไม่มีอัตราลดเงินเพิ่มเหมือนกรมสรรพากร มาตรา 84/1 เขียนไว้ชัดว่าการขยายกำหนดเวลาไม่เป็นเหตุให้ลดหรืองดเงินเพิ่ม สิ่งที่ทำได้คือขอขยายกำหนดเวลาเมื่อมีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงได้ โดยยื่นคำร้องภายใน 15 วันนับแต่เหตุนั้นสิ้นสุด ยกเว้นกรณีที่รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีขยายกำหนดเวลาให้เป็นการทั่วไปตามมาตรา 84/2 ซึ่งเคยใช้ในช่วงโควิดและช่วงอุทกภัย

ชำระเงินสมทบล่าช้าอย่างเดียว ไม่มีโทษอาญา

โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท ที่พูดถึงกันบ่อย ไม่ใช่โทษของการนำส่งเงินสมทบล่าช้า บทกำหนดโทษของพระราชบัญญัติประกันสังคมไม่มีมาตราใดลงโทษการนำส่งเงินสมทบล่าช้าโดยตรง

ยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบตามกำหนด แต่ชำระเงินล่าช้า ผลคือเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนเท่านั้น ไม่มีโทษอาญา

ไม่ยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบภายในกำหนดตามมาตรา 47 หรือยื่นแบบเป็นเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 97

ไม่ยื่นแบบขึ้นทะเบียนนายจ้างหรือผู้ประกันตนตามมาตรา 34 หรือไม่แจ้งเปลี่ยนแปลงตามมาตรา 44 โดยเจตนา มีโทษเท่ากัน ตามมาตรา 96 และถ้าเป็นความผิดต่อเนื่อง ปรับอีกวันละไม่เกิน 5,000 บาทตลอดเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติตาม

กรณีนายจ้างเป็นนิติบุคคล กรรมการหรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินงานต้องรับโทษด้วย ตามมาตรา 101

ข้อสรุปที่ใช้ได้จริง ถ้าเดือนนี้เงินไม่พอจ่ายเงินสมทบ ให้ยื่นแบบรายการให้ทันวันที่ 15 ไว้ก่อน แล้วค่อยตามจ่าย จะเสียแค่เงินเพิ่ม ไม่เข้าฐานความผิดอาญา แต่ถ้าไม่ยื่นแบบเลยเพราะคิดว่ายังไม่มีเงิน จะได้ทั้งเงินเพิ่มและความผิดอาญา

ค้างเงินสมทบแล้วปล่อยไว้ สำนักงานประเมินและยึดทรัพย์ได้

เมื่อนายจ้างไม่นำส่งเงินสมทบ สำนักงานประกันสังคมมีอำนาจประเมินเงินสมทบและแจ้งให้นำส่ง ตามมาตรา 47 ทวิ

ถ้ายังไม่นำส่งตามที่แจ้ง เลขาธิการมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของนายจ้าง เพื่อนำเงินมาชำระเงินสมทบและเงินเพิ่ม ตามมาตรา 50 โดยไม่ต้องฟ้องศาล

ส่วนของลูกจ้างไม่เสียสิทธิ มาตรา 49 วรรคสองเขียนว่า ในกรณีที่นายจ้างไม่ได้หักค่าจ้างเพื่อส่งเป็นเงินสมทบ หรือหักแล้วแต่ยังไม่ครบ ให้นายจ้างรับผิดใช้เงินสมทบส่วนของผู้ประกันตนเต็มจำนวน และสิทธิของผู้ประกันตนคงมีเสมือนหนึ่งว่าได้ส่งเงินสมทบแล้ว ลูกจ้างจึงยังใช้สิทธิรักษาพยาบาลและสิทธิอื่นได้ ภาระตกที่นายจ้างทั้งหมด

คำถามที่พบบ่อย

ยื่นงบการเงินช้า 1 เดือน ต้องจ่ายเท่าไหร่

บริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่ยื่นล่าช้าไม่เกิน 2 เดือน อัตราอ้างอิงคือปรับนิติบุคคล 1,000 บาท และปรับกรรมการผู้จัดการหรือหุ้นส่วนผู้จัดการอีก 1,000 บาท รวมประมาณ 2,000 บาท ทั้งนี้ค่าปรับของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอยู่ภายใต้ระบบปรับเป็นพินัย ยอดจริงจึงอาจต่างจากอัตราอ้างอิง

ยังไม่ได้ยื่นงบการเงินมาหลายปี ควรทำอย่างไร

เพราะพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 40 กำหนดว่าเมื่อนิติบุคคลกระทำผิดเพราะการสั่งการหรือการละเว้นของกรรมการผู้จัดการหรือผู้รับผิดชอบ ผู้นั้นต้องรับโทษด้วย ค่าปรับจึงเกิดขึ้นทั้งกับตัวนิติบุคคลและกับตัวบุคคล

ทำไมค่าปรับงบการเงินถึงต้องจ่ายสองก้อน

ยื่นย้อนหลังให้ครบทุกปีเร็วที่สุด เพราะค่าปรับไม่ได้ลดลงตามเวลา และการค้างงบการเงินทำให้ขอสินเชื่อ เข้าประมูลงาน หรือขายกิจการไม่ได้ ทีม STA รับดูแลการยื่นย้อนหลังทั้งกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกรมสรรพากร

ยื่น ภ.พ.30 ช้าแต่เดือนนั้นไม่มีภาษีต้องชำระ ต้องเสียอะไรไหม

เบี้ยปรับและเงินเพิ่มคำนวณจากจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ถ้าเดือนนั้นไม่มีภาษีต้องชำระ สองรายการนี้จึงเป็นศูนย์ แต่ยังคงมีค่าปรับอาญาจากการไม่ยื่นแบบภายในกำหนด ซึ่งกฎหมายกำหนดเพดานไว้ไม่เกิน 2,000 บาท

เงินเพิ่มคิดไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุดหรือไม่

เงินเพิ่มของทั้งสามหน่วยงานมีเพดานเหมือนกันหมด แต่คนละฐาน เงินเพิ่มของกรมสรรพากรคิดได้ไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระ ทั้งภาษีเงินได้ตามมาตรา 27 และภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 89/1 ส่วนเงินเพิ่มของ ภ.ง.ด.51 มีเพดานร้อยละ 20 ของภาษีตามมาตรา 67 ตรี และเงินเพิ่มของประกันสังคมคิดได้ไม่เกินจำนวนเงินสมทบที่ต้องจ่าย ตามมาตรา 49 วรรคหนึ่ง

ข้อที่ต่างกันจริงคือการขอลด กรมสรรพากรมีอัตราลดตามคำสั่ง ท.ป.81/2542 แต่ประกันสังคมไม่มีอัตราลดเลย มาตรา 84/1 เขียนไว้ชัดว่าการขยายกำหนดเวลาไม่เป็นเหตุให้ลดหรืองดเงินเพิ่ม

ค่าปรับที่คำนวณจากหน้านี้ ใช้เป็นยอดชำระได้เลยหรือไม่

ใช้เป็นการประมาณการเพื่อวางแผนได้ แต่ไม่ใช่ยอดที่ต้องชำระจริง เพราะค่าปรับของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอยู่ภายใต้ระบบปรับเป็นพินัย ซึ่งเจ้าหน้าที่พิจารณาความสามารถในการชำระประกอบด้วย และค่าปรับอาญาของกรมสรรพากรมาจากการเปรียบเทียบปรับของสำนักงานพื้นที่

ค้างมานานแล้ว ยิ่งช้ายิ่งแพงขึ้นทุกเดือน

ทีม STA รับดูแลการยื่นย้อนหลัง ทั้งงบการเงินที่ค้างกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและแบบภาษีที่ค้างกับกรมสรรพากร ดูแลโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและผู้ทำบัญชีขึ้นทะเบียน ภายใต้การนำของผู้ก่อตั้งที่มีประสบการณ์วิชาชีพกว่า 32 ปี สำนักงานบัญชีคุณภาพขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ปรึกษาเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย ถ้ายังไม่แน่ใจว่าค้างอะไรอยู่บ้าง เราตรวจให้ก่อนได้

ขอใบเสนอราคาออนไลน์ รู้ช่วงราคาก่อนตัดสินใจตอบ 6 คำถามสั้น ๆ ใช้เวลาไม่ถึง 2 นาที ระบบจะประเมินช่วงราคาให้ทันทีจากปริมาณเอกสารและลักษณะธุรกิจจริงของคุณ จากนั้นทีมงานติดต่อกลับพร้อมใบเสนอราคาภายใน 1 วันทำการเข้าที่ www.account.co.th/quote หรือกดเมนู "ขอใบเสนอราคา" ด้านบนของเว็บไซต์

แหล่งอ้างอิงทั้งหมด

ตารางอัตราค่าปรับงบการเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543
ประมวลรัษฎากร เบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา 89 และ 89/1
ประมวลรัษฎากร เงินเพิ่ม มาตรา 27
ประมวลรัษฎากร บทกำหนดโทษ มาตรา 35
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542 การลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
สำนักงานประกันสังคม เงินสมทบและการชำระเงิน

คู่มือการยื่นงบการเงินและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภาคผนวก ฌ อัตราเปรียบเทียบปรับ

ตารางอัตราเปรียบเทียบปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.81/2542 การคำนวณเบี้ยปรับและเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.81/2542 หลักเกณฑ์การงดหรือลดเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่ม ฉบับรวมแก้ไข

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.369/2569 แก้ไขเพิ่มเติม ท.ป.81/2542

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.370/2569 มอบอำนาจสั่งงดหรือลดเบี้ยปรับ

อ่านเพิ่มเติม สรุป ท.ป.369/2569 ต่างจาก ท.ป.81/2542 อย่างไร

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.91/2542 ความรับผิดเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.50/2537 แนวทางการพิจารณาเหตุอันสมควร ตามมาตรา 67 ตรี

ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ถึง 76 ซึ่งรวมมาตรา 67 ทวิ และมาตรา 67 ตรี

ประมวลรัษฎากร มาตรา 38 ถึง 64 ซึ่งรวมมาตรา 52 53 และ 54

ประมวลรัษฎากร มาตรา 1 ถึง 4 ซึ่งรวมมาตรา 3 เตรส และมาตรา 3 อัฏฐ

พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ฉบับเต็ม สำนักงานประกันสังคม

อ่านเพิ่มเติม ยื่นงบการเงินช้า 1 เดือน กับ ช้า 1 ปี ค่าปรับต่างกันเท่าไร เทียบจากเคสจริง 2 ราย

ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด สิงหาคม 2569 เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางกฎหมายหรือทางภาษี กรณีของแต่ละกิจการมีรายละเอียดต่างกัน ควรตรวจสอบกับหน่วยงานหรือผู้ประกอบวิชาชีพก่อนดำเนินการ

Our Company

บริษัท เอสทีเอ แอคเคาทติ้ง แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด

สำนักงานบัญชีคุณภาพ STA | account.co.th

ดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล การันตีมาตรฐานระดับสากลในฐานะ "สำนักงานบัญชีคุณภาพ (DBD)" และ "สำนักงานบัญชีตัวแทน (กรมสรรพากร)"

🏆 เราคือ "สำนักงานบัญชีแห่งแรกของไทย" ที่ได้รับรางวัลจรรยาบรรณดีเด่น จากหอการค้าไทย และได้รับซ้ำอีกครั้งในปี 2569 รวมเป็น 2 ครั้ง ควบคู่รางวัลธรรมาภิบาลธุรกิจดีเด่นจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เครื่องยืนยันความเป็นเลิศและความพร้อมในการดูแลธุรกิจคุณอย่างมืออาชีพ

Head Office

Operating Hours

222/8-9 หมู่บ้านกลางเมือง 

รัชดา-วงศ์สว่าง ถนนพิบูลสงคราม ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000
พื้นที่ให้บริการ
สำนักงานบัญชี นนทบุรี
สำนักงานบัญชี กรุงเทพฯ
สำนักงานบัญชี ชลบุรี

สำนักงานบัญชี ปทุมธานี

สำนักงานบัญชี สมุทรปราการ

สำนักงานบัญชี ปากเกร็ด

สำนักงานบัญชี บางกรวย

จันทร์ - ศุกร์ : 08:30 - 17:30 น.
​​เสาร์ - อาทิตย์ : หยุดทำการ

________________________

Call Center : 02-966-5589

                     : 093-956-1524

Email : crm@account.co.th

© 2026 by ACCOUNT.co.th

ไทย · English · 日本語

bottom of page