ภาษีขายของออนไลน์ สรรพากรเห็นอะไรบ้าง และต้องยื่นอะไร
อัปเดตเมื่อ 25 ส.ค.

สมัยก่อน คนขายของออนไลน์รายเล็กมักคิดว่าสรรพากรมองไม่เห็น ตอนนี้สมมติฐานนั้นใช้ไม่ได้แล้ว เพราะข้อมูลรายได้เดินทางถึงกรมสรรพากรจากสองทางพร้อมกัน โดยที่ผู้ขายไม่ต้องส่งอะไรเลย
บทความนี้อธิบายว่าข้อมูลมาจากไหน ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง และจุดที่คนขายออนไลน์เสียเงินมากที่สุดโดยไม่รู้ตัว
ข้อมูลถึงสรรพากรได้อย่างไร — สองทางที่ทำงานพร้อมกัน
ทางที่ 1 แพลตฟอร์มส่งข้อมูลผู้ขายให้โดยตรง
ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเรื่องกำหนดให้อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์มมีบัญชีพิเศษ ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 (2) แห่งประมวลรัษฎากร
ใช้กับแพลตฟอร์มที่จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทยและมีรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีเกิน 1,000 ล้านบาท
เริ่มใช้กับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลัง 1 มกราคม 2567
นำส่งข้อมูลภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
ข้อมูลครอบคลุมเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย ชื่อร้าน รายได้ที่ได้รับผ่านแพลตฟอร์ม ค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียม และเลขบัญชีธนาคาร
เข้าเกณฑ์ครั้งหนึ่งแล้วต้องส่งต่อเนื่อง แม้ปีถัดไปรายได้จะต่ำกว่าเกณฑ์
แปลว่ายอดขายบนแพลตฟอร์มใหญ่ทั้งปีของร้านคุณ ถูกส่งเป็นตัวเลขก้อนเดียวถึงกรมสรรพากรอยู่แล้ว
ทางที่ 2 ธนาคารรายงานธุรกรรมลักษณะเฉพาะ
ตามมาตรา 3 สัตตรส แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบกฎกระทรวง ฉบับที่ 355 สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ต้องรายงานบัญชีที่เข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ต่อสถาบันการเงินหนึ่งแห่งต่อปี
ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป โดยไม่ดูยอดเงิน หรือ
ฝากหรือรับโอนเงินรวมกันตั้งแต่ 400 ครั้ง และยอดรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป
รายงานปีละครั้ง ภายใน 31 มีนาคมของปีถัดไป เกณฑ์ 3,000 ครั้งฟังดูเยอะ แต่ร้านที่มีออร์เดอร์เฉลี่ย 9 ออร์เดอร์ต่อวันก็ถึงเกณฑ์แล้วในหนึ่งปี
ข้อสำคัญที่ต้องเข้าใจให้ถูก — การถูกรายงานไม่ได้แปลว่าต้องเสียภาษีเพิ่ม เป็นเพียงการส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรใช้ประกอบการตรวจสอบ คนที่เดือดร้อนคือคนที่ยื่นแบบด้วยตัวเลขที่ไม่ตรงกับความจริง ไม่ใช่คนที่ยื่นครบ
บุคคลธรรมดา ต้องยื่นอะไรบ้าง
รายได้จากการขายของออนไลน์เป็น เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40(8)
หักค่าใช้จ่าย
หักเหมาร้อยละ 60 สำหรับการขายสินค้าที่ผู้ขายมิได้เป็นผู้ผลิต ตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 11 แก้ไขโดยฉบับที่ 629 ใช้กับเงินได้ตั้งแต่ปีภาษี 2560 เป็นต้นไป
หักตามจริง พร้อมหลักฐานครบทุกรายการ
ระวังข้อมูลเก่าในอินเทอร์เน็ตที่ยังบอกว่าหักเหมาได้ 80% ตัวเลขนั้นถูกแก้ไปตั้งแต่ปีภาษี 2560 แล้ว หลักคิดง่าย ๆ คือ ถ้าต้นทุนสินค้าจริงสูงกว่า 60% ของยอดขาย การหักตามจริงคุ้มกว่า แต่ต้องมีเอกสารครบ
แบบและกำหนดเวลา
ภ.ง.ด.94 ครึ่งปี สำหรับเงินได้ที่ได้รับมกราคมถึงมิถุนายน ยื่นภายในเดือนกันยายน ยื่นออนไลน์ถึง 8 ตุลาคม
ภ.ง.ด.90 ทั้งปี ยื่นภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป ยื่นออนไลน์ถึง 8 เมษายน
เกณฑ์ที่ต้องยื่นแบบทั้งปี คนโสดที่มีเงินได้ประเภทอื่นนอกจากเงินเดือน ต้องยื่นเมื่อเงินได้ เกิน 60,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ต่ำกว่าที่หลายคนคิดมาก ส่วนเกณฑ์ยื่น ภ.ง.ด.94 คือเงินได้ครึ่งปีแรกเกิน 60,000 บาทสำหรับคนโสด และ 120,000 บาทสำหรับผู้มีคู่สมรส
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
0 ถึง 150,000 บาท — ยกเว้น
150,001 ถึง 300,000 บาท — 5%
300,001 ถึง 500,000 บาท — 10%
500,001 ถึง 750,000 บาท — 15%
750,001 ถึง 1,000,000 บาท — 20%
1,000,001 ถึง 2,000,000 บาท — 25%
2,000,001 ถึง 5,000,000 บาท — 30%
เกิน 5,000,000 บาท — 35%

กับดักที่คนขายออนไลน์เจอมากที่สุด — วิธีคำนวณ 0.5% จากยอดขาย
นี่คือส่วนที่มีค่าที่สุดของบทความนี้ และเป็นเรื่องที่ร้านออนไลน์รายได้สูงแต่กำไรบางมักไม่รู้
ตามมาตรา 48(2) ถ้าเงินได้พึงประเมินประเภท 40(2) ถึง 40(8) รวมกัน เกิน 120,000 บาท ต้องคำนวณภาษีอีกวิธีหนึ่งด้วย คือ เงินได้พึงประเมิน × 0.5% แล้วเสียภาษีตามวิธีที่คำนวณได้มากกว่า
จุดที่อันตรายคือ 0.5% นี้คิดจาก ยอดขาย ไม่ใช่กำไร ร้านที่ขายสินค้ามาร์จินบางอย่างมือถือหรือการ์ดจอ ยอดขาย 10 ล้านบาทแต่กำไรจริง 200,000 บาท จะเจอภาษีขั้นต่ำ 50,000 บาทจากวิธีนี้ ทั้งที่วิธีปกติคำนวณได้น้อยกว่ามาก
มีข้อยกเว้นให้ — ถ้าภาษีที่คำนวณตามมาตรา 48(2) ไม่เกิน 5,000 บาท ได้รับยกเว้นตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 480 แปลว่าเส้นที่เริ่มเจ็บจริงคือยอดขายราว 1,000,000 บาทขึ้นไป
นี่คือเหตุผลหลักที่ร้านออนไลน์มาร์จินบางควรพิจารณาจดเป็นนิติบุคคล เพราะนิติบุคคลเสียภาษีจากกำไรสุทธิ ไม่มีวิธีคำนวณขั้นต่ำจากยอดขายแบบนี้
บุคคลธรรมดา หรือ นิติบุคคล
อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกิจการที่เข้าเกณฑ์ SME คือทุนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี
กำไรสุทธิ 0 ถึง 300,000 บาท — ยกเว้น
300,001 ถึง 3,000,000 บาท — 15%
เกิน 3,000,000 บาท — 20%
เทียบกันตรง ๆ บุคคลธรรมดาแตะอัตรา 30% ที่เงินได้สุทธิ 2 ล้านบาท ขณะที่นิติบุคคล SME ยังอยู่ที่ 15% จนถึงกำไรสุทธิ 3 ล้านบาท แต่นิติบุคคลมีต้นทุนที่บุคคลธรรมดาไม่มี ทั้งค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี และหน้าที่ยื่นแบบรายเดือน จุดคุ้มทุนจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเดียวกันสำหรับทุกร้าน อ่านเพิ่มเติมที่ SME ลดภาษีถูกกฎหมายได้ทางไหนบ้าง

VAT — เส้น 1.8 ล้านบาทที่นับจากยอดขาย
รายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกิน 1,800,000 บาทต่อปี ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์
เกณฑ์นี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในปี 2569 และใช้กับบุคคลธรรมดาด้วย ไม่ได้จำกัดเฉพาะนิติบุคคล จุดที่ร้านออนไลน์พลาดบ่อยคือนับจาก รายรับ ไม่ใช่กำไร และนับตั้งแต่วันที่ยอดสะสมข้ามเส้น ไม่ใช่รอสิ้นปี รายละเอียดอยู่ที่ รายได้เท่าไรต้องจด VAT
ค่าส่งที่เรียกเก็บจากลูกค้าต้องรวมเป็นฐาน VAT ด้วย ข้อนี้ร้านที่เพิ่งจด VAT มักคำนวณตกหล่น
สามเรื่องที่ต้องแยกให้ชัด เพราะคนสับสนกันมากที่สุด
1. ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มมี VAT รวมอยู่แล้ว
อัตราค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มแสดงมักเป็นอัตราที่รวม VAT 7% แล้ว ผู้ขายที่จด VAT นำมาเป็นภาษีซื้อได้ ถ้าได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป — ซึ่งต้องเข้าไปดาวน์โหลดเอง ไม่ได้ส่งมาให้อัตโนมัติ
2. ผู้ขายที่เป็นนิติบุคคล ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าธรรมเนียม
ข้อนี้ผู้ขายบุคคลธรรมดาไม่ต้องทำ แต่ผู้ขายที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 3 เตรส คือ 3% จากค่าบริการและค่าธรรมเนียม และ 1% จากค่าขนส่ง แพลตฟอร์มใหญ่หลายรายเปิดให้แต่งตั้งแพลตฟอร์มเป็นตัวแทนหักและนำส่งแทนได้ ซึ่งลดงานเอกสารลงมาก
และตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2570 การนำส่งผ่านระบบ e-Withholding Tax ได้ลดอัตราจาก 5% 3% และ 2% เหลือ 1% ตามข่าวประชาสัมพันธ์กรมสรรพากร ฉบับที่ 14/2569
3. ค่าโฆษณา Facebook และ Google — ภ.พ.36 ไม่ใช่ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
นี่คือจุดที่สับสนกันมากที่สุด ภ.พ.36 คือการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ให้บริการต่างประเทศ ไม่ใช่ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
ตามมาตรา 83/6 ผู้จ่ายเงินให้ผู้ประกอบการที่ให้บริการในต่างประเทศและมีการใช้บริการในไทย มีหน้าที่นำส่ง VAT 7% ของจำนวนเงินที่จ่าย ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน
ผู้ซื้อยังไม่ได้จด VAT — ไม่ต้องยื่น ภ.พ.36 เพราะผู้ให้บริการต่างประเทศที่จดทะเบียนในระบบ VES ตามกฎหมาย e-Service จะเก็บและนำส่งเอง
ผู้ซื้อจด VAT แล้ว — ต้องยื่น ภ.พ.36 เอง แล้วนำใบเสร็จของกรมสรรพากรไปใช้เป็นภาษีซื้อได้
ร้านที่จด VAT แล้วยิงแอดทุกเดือนแต่ไม่เคยยื่น ภ.พ.36 คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด เพราะยอดค่าโฆษณาปรากฏชัดในบัญชีธนาคารและในงบการเงินอยู่แล้ว
เช็กลิสต์สำหรับร้านออนไลน์
เปิดยอดขายรวมทุกช่องทาง 12 เดือนล่าสุด ทั้งแพลตฟอร์ม โซเชียล และหน้าร้าน แล้วเทียบกับเส้น 1.8 ล้าน
คำนวณ 0.5% ของยอดขายทั้งปี เทียบกับภาษีที่คำนวณตามปกติ ดูว่าตัวไหนสูงกว่า
แยกบัญชีธนาคารที่ใช้รับเงินจากการขาย ออกจากบัญชีส่วนตัว
ดาวน์โหลดใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียมจากแพลตฟอร์มทุกเดือน อย่ารอสิ้นปี
ถ้าจด VAT แล้วและมีค่าโฆษณาต่างประเทศ ตั้งเตือนยื่น ภ.พ.36 ทุกเดือน
เก็บหลักฐานต้นทุนสินค้าให้ครบ ถ้าตั้งใจจะหักค่าใช้จ่ายตามจริงแทนการหักเหมา 60%
สรุป
ข้อมูลรายได้ของร้านออนไลน์ถึงกรมสรรพากรอยู่แล้วจากทั้งแพลตฟอร์มและธนาคาร คำถามจึงไม่ใช่ "จะโดนตรวจไหม" แต่เป็น "ตัวเลขที่เรายื่นตรงกับที่เขามีอยู่หรือเปล่า"
สามเส้นที่ต้องจำ — 60,000 บาท สำหรับหน้าที่ยื่นแบบ 1.8 ล้านบาท สำหรับ VAT และ 0.5% ของยอดขาย ซึ่งเป็นภาษีขั้นต่ำที่คนมาร์จินบางมักไม่ทันคิด
ทีมงาน STA ดูแลร้านค้าออนไลน์ตั้งแต่ขั้นวางระบบบัญชีจนถึงยื่นแบบรายเดือน และช่วยเปรียบเทียบให้ได้ว่ากิจการของคุณควรอยู่ในรูปบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล ดู บริการรับทำบัญชีรายเดือน หรือ ขอใบเสนอราคา
แหล่งอ้างอิง
ระบบนำส่งข้อมูลของอิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม — กรมสรรพากร
ธุรกรรมลักษณะเฉพาะตามมาตรา 3 สัตตรส — กรมสรรพากร
หลักเกณฑ์การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม — กรมสรรพากร
อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา — กรมสรรพากร
เกณฑ์การยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา — กรมสรรพากร
อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและสิทธิ SME — กรมสรรพากร
การยกเว้นภาษีตามมาตรา 48(2) ที่ไม่เกิน 5,000 บาท — กรมสรรพากร
ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับบริการอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ — กรมสรรพากร
การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 83/6 — กรมสรรพากร
ข่าวประชาสัมพันธ์กรมสรรพากร ฉบับที่ 14/2569 — กรมสรรพากร
หมายเหตุ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ อัตราค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์มต่างกันและเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีหรือกรมสรรพากรก่อนนำไปใช้








ความคิดเห็น