รายได้เท่าไรต้องจด VAT และควรจดก่อนถึงเกณฑ์ไหม
- Sarawuth Suwanmanee
- 3 วันที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นี่คือคำถามที่ลูกค้าใหม่ถามทีม STA บ่อยที่สุด และเป็นคำถามที่ตอบผิดแล้วแพงที่สุดคำถามหนึ่ง เพราะนาฬิกาเริ่มเดินตั้งแต่วันที่รายรับข้ามเส้น ไม่ใช่วันที่เจ้าของกิจการรู้ตัว
บทความนี้ตอบสามเรื่อง เกณฑ์อยู่ที่เท่าไรและนับจากอะไร ยื่นช้าแล้วเสียเท่าไรจริง ๆ และคำถามที่ยากกว่านั้นคือควรจดก่อนถึงเกณฑ์หรือไม่
เกณฑ์คือ 1.8 ล้านบาทต่อปี
ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติธุระ เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแบบ ภ.พ.01 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์
จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุดมีสามข้อ
นับจาก "รายรับ" ไม่ใช่ "กำไร" — ต่อให้ขาดทุน ถ้ารายรับเกิน 1.8 ล้าน ก็เข้าเกณฑ์
นับตามรอบปี ไม่ใช่รอเดือนธันวาคม — วันที่ยอดสะสมข้าม 1.8 ล้านคือวันที่เริ่มนับ 30 วัน ไม่ใช่สิ้นปี
บุคคลธรรมดาก็เข้าเกณฑ์ — ไม่ได้จำกัดเฉพาะนิติบุคคล ร้านค้าและฟรีแลนซ์ที่รายรับถึงเกณฑ์ก็ต้องจด
มีกิจการบางประเภทที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย จึงไม่ต้องจดแม้รายรับเกินเกณฑ์ ถ้าไม่แน่ใจว่ากิจการของคุณอยู่ในกลุ่มยกเว้นหรือไม่ ควรตรวจก่อน เพราะการเดาผิดทางนี้ก็มีต้นทุนเท่ากัน
ยื่นช้าเกิน 30 วัน เสียเท่าไร
ตรงนี้คือส่วนที่คนประเมินต่ำที่สุด เพราะค่าปรับไม่ได้คิดเป็นก้อนเดียว แต่คิดต่อเดือนภาษี
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89(1) ผู้ที่ประกอบกิจการโดยมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องเสียเบี้ยปรับ สองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียในเดือนภาษี หรือ 1,000 บาทต่อเดือนภาษี แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า
และตาม มาตรา 89/1 ยังต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องชำระ
ลองคิดตามจริง กิจการที่ข้ามเกณฑ์ตั้งแต่เดือนมีนาคม แต่มารู้ตัวตอนปิดงบเดือนกุมภาพันธ์ปีถัดไป นั่นคือ 12 เดือนภาษีที่ต้องย้อนคิดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มทุกเดือน ไม่ใช่ค่าปรับใบเดียว
ที่เจ็บกว่านั้นคือ ภาษีขายที่ต้องนำส่งย้อนหลังนั้น กิจการมักเรียกเก็บจากลูกค้าไม่ได้แล้ว เพราะขายไปในราคาที่ไม่ได้บวก VAT จึงกลายเป็นเงินที่ต้องควักจ่ายเองทั้งจำนวน
แล้วควรจดก่อนถึงเกณฑ์ไหม
ผู้ประกอบการที่ยังไม่ถึงเกณฑ์สามารถขอจดทะเบียนโดยสมัครใจได้ คำถามคือคุ้มหรือไม่ ซึ่งคำตอบขึ้นกับว่าลูกค้าของคุณเป็นใคร
ขายให้บริษัท (B2B) — มักคุ้ม
ลูกค้าที่จด VAT อยู่แล้วนำภาษีซื้อไปเครดิตได้ ราคาที่บวก VAT จึงไม่ได้แพงขึ้นในสายตาเขา
คุณเองก็ขอคืนภาษีซื้อจากค่าใช้จ่ายและการลงทุนได้ ซึ่งเป็นเงินสดกลับเข้ากิจการจริง
บริษัทขนาดกลางขึ้นไปหลายแห่งกำหนดให้คู่ค้าต้องออกใบกำกับภาษีได้ ถ้าออกไม่ได้ก็ไม่ได้เข้ารอบตั้งแต่ต้น
ขายให้ผู้บริโภคทั่วไป (B2C) — มักไม่คุ้ม
ลูกค้าทั่วไปเครดิตภาษีซื้อไม่ได้ การบวก 7% คือราคาที่แพงขึ้นจริงในสายตาเขา
ถ้าไม่บวกเพิ่มก็เท่ากับกำไรหายไป 7% ของยอดขายทันที
มีภาระยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน จัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย และเก็บใบกำกับให้ครบ ซึ่งเป็นงานประจำที่เพิ่มขึ้นจริง
หลักคิดสั้น ๆ คือ ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่เอาภาษีซื้อไปใช้ได้ การจด VAT แทบไม่มีต้นทุนทางราคา แต่ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้บริโภคปลายทาง การจดก่อนกำหนดคือการขึ้นราคาตัวเอง 7% โดยไม่จำเป็น
สิ่งที่เปลี่ยนทันทีในวันที่จด VAT
ต้องออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขาย และข้อมูลบนใบกำกับต้องครบตามที่กฎหมายกำหนด ใบที่ข้อมูลไม่ครบใช้เป็นภาษีซื้อไม่ได้
ต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป แม้เดือนนั้นไม่มีรายการซื้อขายเลยก็ยังต้องยื่น
ต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อและภาษีขาย และเก็บเอกสารให้ตรวจสอบได้
เปิดสิทธิใช้ e-Tax Invoice ซึ่งใช้ได้เฉพาะผู้ที่จด VAT แล้ว ดูรายละเอียดในบทความเรื่อง e-Tax Invoice
เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจ
เปิดยอดขายสะสม 12 เดือนล่าสุด ไม่ใช่ยอดปีปฏิทิน แล้วดูว่าห่างจาก 1.8 ล้านเท่าไร
ถ้าเหลือไม่ถึง 20% ให้เตรียมเอกสารจดทะเบียนไว้ล่วงหน้าได้เลย อย่ารอวันที่ข้ามเส้น
แยกดูว่ารายได้กี่เปอร์เซ็นต์มาจากลูกค้าที่จด VAT แล้ว ตัวเลขนี้คือคำตอบว่าจดก่อนคุ้มหรือไม่
ประเมินว่ามีคนดูแลงานยื่นรายเดือนหรือยัง เพราะภาระนี้เริ่มทันทีในเดือนแรกที่จด
สรุป
เส้นอยู่ที่ 1.8 ล้านบาทต่อปี และมีเวลา 30 วัน นับจากวันที่ข้ามเส้น ไม่ใช่ 30 วันนับจากวันที่รู้ตัว
การจดก่อนถึงเกณฑ์ไม่ใช่เรื่องดีหรือไม่ดีในตัวมันเอง แต่เป็นเรื่องของลูกค้าคุณเป็นใคร ขายให้บริษัทมักคุ้ม ขายให้ผู้บริโภคทั่วไปมักไม่คุ้ม
ทีมงาน STA ช่วยดูยอดสะสมและประเมินให้ได้ว่ากิจการของคุณควรจดเมื่อไร รวมถึงดำเนินการจดทะเบียนและดูแลการยื่น ภ.พ.30 ต่อเนื่องให้ ปรึกษาเราได้ ดูบริการรับทำบัญชีรายเดือน หรือขอใบเสนอราคา
แหล่งอ้างอิง
หมายเหตุ บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจ กิจการบางประเภทได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามกฎหมาย ควรตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีหรือกรมสรรพากรก่อนตัดสินใจ







ความคิดเห็น