จดบริษัทหรือทำในนามบุคคลธรรมดา รายได้เท่าไรถึงคุ้มจดนิติบุคคล
- Sarawuth Suwanmanee
- 4 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที
อัปเดตเมื่อ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คำถามที่เจ้าของกิจการถามบ่อยที่สุดคำถามหนึ่งคือ "ตอนนี้ทำในนามบุคคลธรรมดาอยู่ ควรจดบริษัทได้หรือยัง" คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความรู้สึกว่ากิจการโตแล้วหรือยัง แต่อยู่ที่โครงสร้างภาษีสองแบบซึ่งคำนวณต่างกันคนละวิธี บวกกับต้นทุนการดูแลระบบบัญชีที่เพิ่มขึ้นเมื่อเป็นนิติบุคคล บทความนี้จะแยกให้เห็นทีละชั้น พร้อมตัวอย่างการคำนวณที่ระบุสมมติฐานไว้ชัดเจน
ความต่างที่แท้จริงคือ "ใครเป็นผู้เสียภาษี"
ถ้าทำในนามบุคคลธรรมดา ตัวเจ้าของคือผู้เสียภาษี รายได้ของกิจการคือรายได้ของคุณ กำไรที่เหลือเป็นของคุณทันทีโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม และหนี้สินของกิจการก็คือหนี้สินส่วนตัวของคุณด้วย
ถ้าจดเป็นนิติบุคคล บริษัทเป็นคนละคนกับคุณตามกฎหมาย บริษัทเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ ส่วนคุณจะได้เงินออกมาก็ต่อเมื่อบริษัทจ่ายเงินเดือน ค่าตอบแทนกรรมการ หรือเงินปันผลให้ ซึ่งแต่ละทางมีภาระภาษีของตัวเอง ความเป็นคนละนิติบุคคลนี้คือทั้งข้อดี (จำกัดความรับผิด สร้างความน่าเชื่อถือ) และข้อที่ต้องแลก (ต้องทำบัญชีตามมาตรฐาน ต้องมีผู้สอบบัญชี)
บุคคลธรรมดาเสียภาษีอย่างไร
บุคคลธรรมดาเสียภาษีจาก เงินได้สุทธิ คือ เงินได้พึงประเมิน หักค่าใช้จ่าย หักค่าลดหย่อน แล้วเข้าอัตราก้าวหน้าตามขั้นบันได โดยเงินได้สุทธิส่วนที่ไม่เกิน 150,000 บาทได้รับยกเว้น จากนั้น 150,001–300,000 บาท เสีย 5% ขั้นถัดไป 300,001–500,000 บาท 10% ต่อด้วย 500,001–750,000 บาท 15% และ 750,001–1,000,000 บาท 20% ส่วน 1,000,001–2,000,000 บาท 25% ถัดมา 2,000,001–5,000,000 บาท 30% และส่วนที่เกิน 5,000,000 บาท เสีย 35% ตาม อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรมสรรพากร
ค่าลดหย่อนส่วนตัวของผู้มีเงินได้อยู่ที่ 60,000 บาท และคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้อีก 60,000 บาท ตาม ค่าลดหย่อน กรมสรรพากร
การหักค่าใช้จ่าย เหมา หรือ ตามจริง
จุดนี้คือหัวใจของฝั่งบุคคลธรรมดา เพราะกฎหมายให้เลือกได้ระหว่างหักแบบเหมาในอัตราที่กำหนดไว้ กับหักตามความจำเป็นและสมควรโดยต้องมีหลักฐานครบ
เงินเดือนและค่าจ้าง ตามมาตรา 40(1) และค่ารับทำงานให้ ตามมาตรา 40(2) หักได้ 50% แต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท ตาม การหักค่าใช้จ่าย กรมสรรพากร
เงินได้จากการประกอบธุรกิจ พาณิชย์ อุตสาหกรรม ตามมาตรา 40(8) ส่วนใหญ่หักเหมาได้ 60% เช่นเดียวกับการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนจัดหาสัมภาระตามมาตรา 40(7) ตาม พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 11
วิชาชีพอิสระตามมาตรา 40(6) การประกอบโรคศิลปะหักได้ 60% วิชาชีพอื่นหักได้ 30% ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับเดียวกัน
ถ้าค่าใช้จ่ายจริงของคุณสูงกว่าอัตราเหมา การหักตามจริงจะได้เปรียบกว่า แต่ต้องเก็บเอกสารให้ครบทุกใบ ในทางกลับกัน ถ้ากิจการมีต้นทุนต่ำกว่าอัตราเหมา การหักเหมาคือกำไรทางภาษีที่หาไม่ได้ในรูปแบบนิติบุคคล เพราะบริษัทหักได้เฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงและมีหลักฐานเท่านั้น
อย่าลืมวิธีคำนวณแบบที่สอง
หลายคนคำนวณเฉพาะขั้นบันไดแล้วสรุปผิด ความจริงกฎหมายบังคับให้คำนวณสองวิธีแล้วเสียตามจำนวนที่มากกว่า วิธีที่สองใช้เมื่อมีเงินได้พึงประเมินทุกประเภทในปีภาษี ไม่รวมเงินได้ตามมาตรา 40(1) ตั้งแต่ 120,000 บาทขึ้นไป โดยคิดในอัตรา 0.5% ของยอดเงินได้พึงประเมิน และหากภาษีที่คำนวณตามวิธีที่สองมีจำนวนไม่เกิน 5,000 บาท จะได้รับยกเว้น ตาม วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี และ การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 48(2)
ผลคือกิจการที่มียอดขายสูงแต่กำไรบางมาก อาจถูกวิธีที่สองบังคับให้เสียภาษีทั้งที่แทบไม่มีกำไร ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ธุรกิจซื้อมาขายไปมาร์จิ้นต่ำมักย้ายเข้านิติบุคคลเร็วกว่าธุรกิจบริการ
นิติบุคคลเสียภาษีอย่างไร
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไปเสียภาษีจากกำไรสุทธิในอัตรา 20% ตาม บัญชีอัตราภาษีเงินได้ กรมสรรพากร
แต่ SME ที่เข้าเงื่อนไขจะได้อัตราลดพิเศษเป็นขั้น คือกำไรสุทธิส่วนที่ไม่เกิน 300,000 บาท ได้รับยกเว้น ส่วน 300,001–3,000,000 บาท เสีย 15% และส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท เสีย 20%
เงื่อนไขที่ต้องเข้าให้ครบจึงจะได้อัตรา SME
อัตราข้างต้นไม่ได้ให้อัตโนมัติทุกบริษัท ต้องเข้าเงื่อนไขสองข้อพร้อมกัน
ทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ไม่เกิน 5 ล้านบาท
รายได้จากการขายสินค้าและให้บริการในรอบระยะเวลาบัญชี ไม่เกิน 30 ล้านบาท
ทั้งสองข้อมาจาก คู่มือภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับผู้ประกอบการ SME กรมสรรพากร ซึ่งอ้างพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 530 แก้ไขเพิ่มเติมโดยฉบับที่ 583 และฉบับที่ 603 ข้อควรระวังคือถ้าปีไหนหลุดเงื่อนไข เช่น เพิ่มทุนเกิน 5 ล้านบาท กำไรทั้งก้อนของรอบบัญชีนั้นจะกลับไปเสีย 20% ตั้งแต่บาทแรก
เมื่อบริษัทจ่ายกำไรออกมาเป็นเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดา จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ตาม คู่มือผู้ประกอบการ กรมสรรพากร ภาษีชั้นนี้ต้องนับรวมเวลาเปรียบเทียบ ไม่ใช่ดูแค่ภาษีนิติบุคคลอย่างเดียว
ตัวอย่างการคำนวณ จุดคุ้มอยู่ตรงไหน
ตัวเลขจุดคุ้มไม่มีค่าสากล มันขึ้นกับอัตรากำไรของกิจการคุณโดยตรง ตัวอย่างข้างล่างนี้จึงต้องอ่านพร้อมสมมติฐาน
สมมติฐาน เจ้าของคนเดียว เงินได้เป็นประเภท 40(8) หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% ค่าใช้จ่ายจริงเท่ากับ 60% ของรายได้พอดี มีค่าลดหย่อนเฉพาะส่วนตัว 60,000 บาท ไม่มีลดหย่อนอื่น ฝั่งบริษัทเข้าเงื่อนไข SME ไม่จ่ายเงินเดือนกรรมการ และยังไม่จ่ายเงินปันผล
กรณีรายได้ 2,600,000 บาทต่อปี
บุคคลธรรมดา หักค่าใช้จ่ายเหมา 60% เป็น 1,560,000 บาท เหลือ 1,040,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เงินได้สุทธิ 980,000 บาท ภาษีตามขั้นบันไดเท่ากับ 111,000 บาท ส่วนวิธีที่สอง 2,600,000 × 0.5% เท่ากับ 13,000 บาท ซึ่งน้อยกว่า จึงเสีย 111,000 บาท
นิติบุคคล กำไรสุทธิ 1,040,000 บาท ยกเว้น 300,000 บาทแรก ส่วนที่เหลือ 740,000 บาท เสีย 15% เท่ากับ 111,000 บาท
ภายใต้สมมติฐานชุดนี้ จุดคุ้มอยู่ที่รายได้ประมาณ 2.6 ล้านบาทต่อปีพอดี ต่ำกว่านั้นบุคคลธรรมดาถูกกว่า สูงกว่านั้นนิติบุคคลเริ่มถูกกว่าและห่างขึ้นเรื่อย ๆ
กรณีรายได้ 4,000,000 บาทต่อปี ด้วยสมมติฐานเดียวกัน เงินได้สุทธิของบุคคลธรรมดาเป็น 1,540,000 บาท ภาษี 250,000 บาท ขณะที่กำไรสุทธิของบริษัท 1,600,000 บาท เสียภาษี 195,000 บาท ต่างกัน 55,000 บาทต่อปี ก่อนหักภาษีเงินปันผล 10% หากดึงกำไรออกมาใช้ทั้งหมด และก่อนหักค่าทำบัญชีกับค่าสอบบัญชีที่เพิ่มเข้ามา
ถ้ากิจการของคุณมีอัตรากำไรสูงกว่าตัวอย่างนี้ จุดคุ้มจะเลื่อนลงมาต่ำกว่า 2.6 ล้านบาท ถ้ากำไรบางกว่าก็เลื่อนขึ้นไป จึงควรคำนวณด้วยตัวเลขจริงของตัวเองเสมอ ไม่ใช่ยึดตัวเลขในบทความใด
ต้นทุนที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งมักถูกลืม
ค่าธรรมเนียมราชการตอนจดทะเบียน
จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ 500 บาท ตาม คู่มือการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด 5,000 บาท หนังสือรับรองรายการละ 40 บาท ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนฉบับละ 100 บาท รับรองสำเนาเอกสารคำขอจดทะเบียนหน้าละ 50 บาท ตาม ขั้นตอนการจัดตั้งบริษัทจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ถ้าเลือกห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนแทน ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนอยู่ที่ 1,000 บาท ตาม ขั้นตอนการจัดตั้งห้างหุ้นส่วน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ค่าธรรมเนียมราชการจึงเป็นเงินหลักพัน ไม่ใช่ก้อนใหญ่ ต้นทุนจริงอยู่ที่ภาระต่อเนื่องหลังจากนั้น หากต้องการให้เราดูแลตั้งแต่ต้น ดูขอบเขตงานได้ที่ บริการจดทะเบียนบริษัท
ภาระต่อเนื่องหลังจดแล้ว
นิติบุคคลต้องจัดทำงบการเงินตามมาตรฐานการบัญชี และต้องให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและแสดงความเห็น จากนั้น
บริษัทจำกัด ต้องนำงบการเงินที่ตรวจสอบแล้วเสนออนุมัติต่อที่ประชุมใหญ่ภายใน 4 เดือนนับแต่วันปิดบัญชี และยื่นต่อนายทะเบียนภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ที่ประชุมใหญ่อนุมัติ
ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ต้องยื่นงบการเงินที่ตรวจสอบแล้วต่อนายทะเบียนภายใน 5 เดือนนับแต่วันปิดบัญชี
ทั้งสองข้อมาจาก คู่มือการยื่นงบการเงิน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ด้านสรรพากร นิติบุคคลต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ภายใน 2 เดือนนับแต่วันสุดท้ายของ 6 เดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี และยื่น ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ตามคู่มือ CIT SME ของกรมสรรพากรที่อ้างไว้ข้างต้น ขณะที่บุคคลธรรมดายื่น ภ.ง.ด.90 ในช่วงมกราคมถึงมีนาคมของปีถัดไป และยื่น ภ.ง.ด.94 สำหรับครึ่งปีในช่วงกรกฎาคมถึงกันยายน ตาม คู่มือภาษีบุคคลธรรมดา กรมสรรพากร
รายละเอียดกำหนดเวลาและแบบต่าง ๆ เรารวบรวมไว้ที่ คู่มือภาษี
VAT เป็นคนละเรื่องกับการจดนิติบุคคล
ประเด็นที่เข้าใจผิดกันบ่อย ผู้ประกอบการที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตาม ผู้ประกอบกิจการที่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม กรมสรรพากร เกณฑ์นี้ผูกกับยอดรายรับ ไม่ได้ผูกกับว่าคุณเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล บุคคลธรรมดาที่รายรับเกินเกณฑ์ก็ต้องจด VAT และบริษัทที่รายรับยังไม่ถึงเกณฑ์ก็ยังไม่ต้องจด
สรุปแนวทางตัดสินใจ
คำนวณด้วยตัวเลขจริงของกิจการตัวเอง ทั้งรายได้และค่าใช้จ่ายที่มีเอกสารรองรับ ไม่ใช่ใช้อัตราเหมาเป็นตัวแทนความจริง
เทียบภาษีสามชั้นให้ครบ คือภาษีบุคคลธรรมดา กับภาษีนิติบุคคลบวกภาษีเงินปันผล 10% เมื่อดึงกำไรออกมาใช้
บวกค่าทำบัญชีและค่าสอบบัญชีรายปีเข้าไปในฝั่งนิติบุคคล เพราะเป็นภาระที่เกิดขึ้นทุกปีไม่ว่าจะมีกำไรหรือไม่
พิจารณาเหตุผลที่ไม่ใช่ภาษีด้วย เช่น การจำกัดความรับผิด การเข้าประมูลงาน การขอสินเชื่อ หรือการรับลูกค้าที่ต้องการคู่ค้าเป็นนิติบุคคล ซึ่งบางกรณีสำคัญกว่าส่วนต่างภาษีหลักหมื่นบาท
ถ้าตัวเลขของคุณยังก้ำกึ่ง การรอให้รายได้นิ่งอีกหนึ่งรอบปีแล้วค่อยตัดสินใจมักคุ้มกว่าการรีบจด เพราะเมื่อจดแล้วภาระบัญชีจะเกิดขึ้นทันทีและยกเลิกไม่ได้ง่าย
ให้เราช่วยคำนวณให้ก่อนตัดสินใจ
สำนักงานบัญชี STA เป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพในจังหวัดนนทบุรี ทำงานด้านนี้มา 32 ปี มีทีมผู้สอบบัญชีรับอนุญาตดูแล หากต้องการให้เราเทียบตัวเลขทั้งสองทางจากงบจริงของกิจการคุณ พร้อมประเมินภาระงานบัญชีรายปีที่จะเกิดขึ้น ส่งข้อมูลมาที่ ขอใบเสนอราคา ได้ เราจะคำนวณให้ดูก่อน แล้วคุณค่อยตัดสินใจ









ความคิดเห็น