เงินให้กู้ยืมกรรมการ ต้องคิดดอกเบี้ยไหม และแก้ให้ถูกต้องอย่างไร
- Sarawuth Suwanmanee
- 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที
บัญชี "เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ" ปรากฏในงบการเงินของ SME ไทยแทบทุกราย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมียอดนี้ แต่อยู่ที่การมียอดนี้โดยไม่มีสัญญา ไม่มีดอกเบี้ย และไม่มีคำอธิบายว่าเงินออกไปทำอะไร
ยอดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจปล่อยกู้ แต่สะสมทีละน้อย
กรรมการเบิกหรือโอนเงินออกจากบัญชีบริษัทไปใช้ส่วนตัว โดยไม่มีเอกสารรองรับ ผู้ทำบัญชีจึงบันทึกเป็นลูกหนี้กรรมการ
ค่าใช้จ่ายที่จ่ายจริงแต่ไม่มีใบเสร็จในนามบริษัท ถูกโยกไปพักไว้ที่เงินทดรองจ่าย และเมื่อค้างข้ามปีโดยพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นการทดรองเพื่อกิจการ ก็ถูกจัดประเภทใหม่เป็นเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ
การถอนกำไรไปใช้ก่อนโดยไม่ผ่านการประกาศจ่ายเงินปันผล
ทำไมยอดนี้ถึงถูกมองเห็นจากภายนอก
หลายคนเข้าใจว่ายอดนี้ซ่อนอยู่ในงบและไม่มีใครสังเกต ความจริงตรงกันข้าม คำชี้แจงประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง กำหนดรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน พ.ศ. 2566 ระบุว่ารายการ "เงินให้กู้ยืมระยะสั้น" หมายรวมถึงเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ พนักงานและลูกจ้าง กิจการหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน (คำชี้แจงประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ยอดนี้จึงต้องแสดงแยกบรรทัดบนหน้างบแสดงฐานะการเงินที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและแนบไปกับแบบ ภ.ง.ด.50 ใครเปิดงบดูก็เห็นทันที
ด้านการสอบบัญชี รายการกับกรรมการอยู่ภายใต้มาตรฐานการสอบบัญชี รหัส 550 เรื่อง บุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกัน (สภาวิชาชีพบัญชี) ผู้สอบบัญชีต้องหาหลักฐานว่าลูกหนี้รายนี้มีอยู่จริงและยังเรียกเก็บได้หรือไม่
ต้องคิดดอกเบี้ยหรือไม่
ต้องคิด ฐานกฎหมายอยู่ที่มาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบัญญัติว่า ในกรณีให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีดอกเบี้ย หรือมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยนั้นตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมเงิน (ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ)
กฎหมายไม่ได้ห้ามให้กู้โดยไม่คิดดอกเบี้ย แต่ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินตั้งดอกเบี้ยขึ้นเป็นรายได้ของบริษัทเอง ผลคือกำไรสุทธิทางภาษีเพิ่มขึ้นทั้งที่ไม่ได้รับเงินสดจริง
อัตราดอกเบี้ยกำหนดจากอะไร
ไม่มีอัตราตายตัว เพราะกฎหมายอ้างอิงราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืมเงิน ซึ่งเปลี่ยนตามช่วงเวลาและแหล่งที่มาของเงิน แนวทางในข้อหารือเลขที่ กค 0702/560 ลงวันที่ 21 มกราคม 2558 แยกเป็นสองกรณี (ข้อหารือ กค 0702/560)
บริษัทนำเงินของตนที่มีอยู่ไปให้กู้ยืม ให้คิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารประเภทเงินฝากประจำในเวลาที่มีการกู้ยืม
บริษัทนำเงินที่กู้ยืมมาจากบุคคลอื่นไปให้กู้ยืม ให้คิดตามอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในวันที่ให้กู้ยืมที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน หรือคิดในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในเวลาที่บริษัทได้กู้ยืมเงินมา
หากแยกไม่ออกว่าเงินมาจากแหล่งใด ข้อหารือฉบับเดียวกันให้คิดในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในเวลาที่บริษัทได้กู้ยืมเงินมา กรณีที่อธิบายยากที่สุดคือบริษัทที่มีเงินเบิกเกินบัญชีอยู่ แต่ยังปล่อยเงินให้กรรมการโดยไม่คิดดอกเบี้ย เท่ากับแบกต้นทุนดอกเบี้ยแทนกรรมการ
ดอกเบี้ยรับเข้าภาษีธุรกิจเฉพาะ ไม่ใช่ภาษีมูลค่าเพิ่ม
การให้กู้ยืมเงินถูกระบุตรงตัวเป็นตัวอย่างของการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา 91/2 (5) ดอกเบี้ยเป็นรายรับตามมาตรา 91/5 (5) และมาตรา 91/6 (3) กำหนดอัตราไว้ร้อยละ 3.0 ของรายรับ (ประมวลรัษฎากร หมวด 5) ข้อหารือเลขที่ กค 0811/16976 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2541 วินิจฉัยว่ารายรับจากดอกเบี้ยต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะประเภทกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ในอัตราร้อยละ 3.3 และเมื่อการให้กู้ยืมไม่ได้ทำเป็นปกติธุระแต่เป็นครั้งคราว จึงไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ (ข้อหารือ กค 0811/16976)
เฉพาะกรณีกรรมการ คำพิพากษาฎีกาที่ 5568/2548 ซึ่งกรมสรรพากรเผยแพร่ไว้ วางแนวว่าการที่บริษัทให้กรรมการและพนักงานกู้ยืมเงิน ถือได้ว่าเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (5) (คำพิพากษาฎีกาที่ 5568/2548)
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534 ยกเว้นให้เฉพาะการกู้ยืมระหว่างบริษัทในเครือเดียวกัน ซึ่งต้องถือหุ้นกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนก่อนวันที่มีการกู้ยืม กับกรณีเงินกองทุนสะสมพนักงานที่ให้พนักงานซึ่งเป็นสมาชิกกู้เป็นสวัสดิการ (ป.26/2534) กรรมการเบิกเงินไปใช้ส่วนตัวไม่เข้าทั้งสองกรณี
ฝั่งภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ต้องกังวล มาตรา 77/3 กำหนดว่ากิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 ย่อมไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (มาตรา 77/3) ส่วนแบบภาษีธุรกิจเฉพาะยื่นเป็นรายเดือนภาษี ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป ตามมาตรา 91/10
เอกสารที่ทำให้รายการนี้ยืนอยู่ได้
สิ่งที่ทำให้ยอดนี้อธิบายได้คือชุดเอกสาร
สัญญากู้ยืมเงิน เป็นลายลักษณ์อักษร ระบุวงเงิน วันที่เบิก อัตราดอกเบี้ย และกำหนดชำระคืน
มติที่ประชุม อนุมัติการให้กู้และอัตราดอกเบี้ย เพื่อแสดงว่าเป็นการตัดสินใจของนิติบุคคล
หลักฐานอัตราอ้างอิง ณ วันที่ให้กู้ ตามแหล่งเงินที่ใช้ เพื่อรองรับว่าอัตราไม่ต่ำกว่าราคาตลาด
หลักฐานการรับชำระดอกเบี้ยและเงินต้น สัญญาที่ไม่เคยถูกปฏิบัติตามจะมีน้ำหนักน้อย
อากรแสตมป์ เป็นจุดที่ถูกลืมบ่อยที่สุด ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะแห่งตราสารข้อ 5 การกู้ยืมเงิน ต้องเสียอากรทุกจำนวนเงิน 2,000 บาท หรือเศษของ 2,000 บาท แห่งยอดเงินให้กู้ยืม ในอัตรา 1 บาท ผู้ให้กู้เป็นผู้ต้องเสียอากร ผู้กู้เป็นผู้ต้องขีดฆ่าแสตมป์ และค่าอากรเมื่อคำนวณแล้วถ้าเกิน 10,000 บาท ให้เสีย 10,000 บาท (บัญชีอัตราอากรแสตมป์)
ถ้าไม่ปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์ มาตรา 118 กำหนดว่าจะใช้ตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะเสียอากรครบและขีดฆ่าแล้ว และตามมาตรา 114 หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามิได้ปิดแสตมป์เลย มีอำนาจเรียกเก็บอากรจนครบและเงินเพิ่มอากรอีก 6 เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน 25 บาท แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า (ประมวลรัษฎากร หมวด 6)
ภาระเมื่อถูกประเมิน
ฝั่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ผู้ไม่เสียภาษีภายในกำหนดต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสีย โดยไม่รวมเบี้ยปรับ และเงินเพิ่มต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสีย ตามมาตรา 27 (มาตรา 27) ฝั่งภาษีธุรกิจเฉพาะ มาตรา 91/21 (6) ให้นำบทบัญญัติเบี้ยปรับและเงินเพิ่มของหมวดภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้โดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 89/1 กำหนดเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนเช่นกัน (มาตรา 89/1) เมื่อยอดสะสมมาหลายรอบบัญชี ผลรวมจึงมักบานปลายกว่าที่คาดไว้
แนวทางแก้ไขให้ถูกต้อง
แยกยอดให้ชัดว่าส่วนใดคือค่าใช้จ่ายของกิจการ ส่วนใดคือเงินที่กรรมการนำไปใช้ส่วนตัวจริง
ส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายกิจการ รวบรวมใบเสร็จให้ครบ แล้วบันทึกกลับเข้าค่าใช้จ่ายในงวดที่ถูกต้อง
ส่วนที่เป็นเงินส่วนตัว ทำสัญญากู้ยืม มติที่ประชุม กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามแหล่งเงิน ปิดอากรแสตมป์ และเดินรายการรับดอกเบี้ยจริง
ทยอยลดยอดคงเหลือลง ไม่ว่าโดยการชำระคืน การจ่ายค่าตอบแทนกรรมการที่หักภาษี ณ ที่จ่ายถูกต้อง หรือการประกาศจ่ายเงินปันผลตามขั้นตอน
วางระบบไม่ให้เกิดซ้ำ โดยแยกบัญชีธนาคารส่วนตัวออกจากบัญชีบริษัท และกำหนดเวลาเคลียร์เงินทดรองจ่าย
งานนี้ต้องทำต่อเนื่องทุกเดือน ไม่ใช่มาแก้ตอนปิดงบ การให้สำนักงานบัญชีดูแลตั้งแต่การบันทึกรายเดือนจะตัดปัญหาที่ต้นทาง ดูได้ที่ บริการรับทำบัญชีรายเดือน และ บริการตรวจสอบบัญชี
สรุป
เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการไม่ใช่รายการต้องห้าม แต่เป็นรายการที่กฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินตั้งดอกเบี้ยได้เมื่อไม่มีเหตุอันสมควร และยังพ่วงภาษีธุรกิจเฉพาะกับอากรแสตมป์เข้ามาด้วย ทางออกอยู่ที่การทำให้รายการนี้มีสัญญา มีมติ มีอัตราดอกเบี้ยที่อ้างอิงได้ มีอากรแสตมป์ครบ และมีการชำระคืนที่เกิดขึ้นจริง
หากต้องการให้ทีม CPA ของ STA ช่วยประเมินยอดคงเหลือในงบและวางแผนล้างยอดเป็นขั้นตอน สามารถ ขอใบเสนอราคา เพื่อพูดคุยรายละเอียดก่อนตัดสินใจได้






ความคิดเห็น