สำนักงานบัญชีคุณภาพ DBD คืออะไร และตรวจสอบผู้ทำบัญชีเองได้ที่ไหน
- Sarawuth Suwanmanee
- 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที
เจ้าของกิจการส่วนใหญ่เลือกสำนักงานบัญชีครั้งเดียวแล้วอยู่กับมันไปหลายปี ปัญหาคือคนที่เลือกมักไม่มีความรู้บัญชีมากพอจะประเมินคุณภาพงานเอง และกว่าจะรู้ว่าเลือกผิดก็มักเป็นตอนถูกสรรพากรเรียกตรวจ หรือตอนธนาคารปฏิเสธสินเชื่อ ข่าวดีคือรัฐเปิดข้อมูลให้ตรวจสอบเองได้เกือบทั้งหมด บทความนี้อธิบายว่าเครื่องหมาย "สำนักงานบัญชีคุณภาพ" ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหมายถึงอะไร กฎหมายบังคับอะไรกับนิติบุคคลบ้าง และคุณเช็กเองได้ที่ไหน
"สำนักงานบัญชีคุณภาพ" คืออะไร
สำนักงานบัญชีคุณภาพคือสำนักงานบัญชีที่ผ่านการตรวจประเมินตามข้อกำหนดการรับรองคุณภาพสำนักงานบัญชี ตามประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และได้รับหนังสือรับรองจากอธิบดี ไม่ใช่รางวัลที่สมัครแล้วได้ และไม่ใช่ป้ายที่พิมพ์เองได้
ตามข้อมูลที่กรมเผยแพร่ ผู้ยื่นขอต้องมีคุณสมบัติครบทุกข้อ (ที่มา)
ประกอบกิจการด้านการจัดทำบัญชีมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี
มีลูกค้าที่เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีไม่น้อยกว่า 15 ราย
หัวหน้าสำนักงานทำงานเต็มเวลามาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี วุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชีหรือเทียบเท่าที่สภาวิชาชีพบัญชีรับรอง มีประสบการณ์จัดทำบัญชีไม่น้อยกว่า 5 ปี และแจ้งเป็นผู้ทำบัญชีต่อกรมแล้ว
มีผู้ช่วยทำบัญชีเต็มเวลาวุฒิปริญญาตรีทางการบัญชีอย่างน้อย 1 คน
ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ตามกฎหมายในปีภาษีก่อนยื่นขอ
จุดที่คนมักเข้าใจผิดมีสองเรื่อง เรื่องแรก หนังสือรับรองไม่ได้อยู่ตลอดไป กรมระบุว่าหนังสือรับรองจะมีเลขที่ระบุชัดเจนและ มีอายุ 3 ปี และต้องมีเครื่องหมายของกรมคู่กับเครื่องหมายของหน่วยตรวจประเมิน ซึ่งปัจจุบันมีสองหน่วยคือสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (MASCI) และบริษัท ยูไนเต็ด รีจิสตร้า ออฟ ซิสเต็มส์ จำกัด (URS) เรื่องที่สอง เครื่องหมายนี้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้ว กรมเคยออกข่าวเตือนกรณีมิจฉาชีพทำหนังสือรับรองปลอมไปหลอกภาคธุรกิจ และย้ำว่าการปลอมเครื่องหมายมีโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ข่าวเตือนของกรม)
ข้อมูล ณ วันที่ 11 มิถุนายน 2568 มีสำนักงานบัญชีที่ผ่านเกณฑ์การรับรองแล้ว 184 แห่งทั่วประเทศ เทียบกับนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่เกือบ 8.7 แสนราย สัดส่วนจึงยังน้อยมาก ในทางกลับกัน การไม่มีเครื่องหมายนี้ก็ไม่ได้แปลว่าทำงานไม่ดี หลายแห่งเพียงไม่ได้ยื่นขอ สิ่งที่เครื่องหมายนี้รับประกันคือมีระบบงานที่ถูกตรวจโดยบุคคลที่สาม ไม่ใช่ว่างานทุกชิ้นจะไม่มีข้อผิดพลาด
ผู้ทำบัญชี CPA และ TA คนละคนกัน และมีสิทธิไม่เท่ากัน
ผู้ทำบัญชี คือคนที่ลงบัญชีและจัดทำงบการเงิน พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 19 กำหนดให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องจัดให้มีผู้ทำบัญชีที่มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกำหนด และควบคุมดูแลให้จัดทำบัญชีตรงต่อความเป็นจริง (พ.ร.บ.การบัญชี พ.ศ. 2543) ตามข้อมูลของกองกำกับบัญชีธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผู้ทำบัญชีต้องเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชีและต่ออายุสมาชิกภาพ หากไม่ต่อจะขาดคุณสมบัติทันที ต้องแจ้งรายละเอียดการทำบัญชีภายใน 30 วันนับแต่วันที่เริ่มทำบัญชี รับทำบัญชีได้ไม่เกิน 100 รายต่อปีปฏิทิน และต้องพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพบัญชี (CPD) ไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมงต่อปีปฏิทิน โดยมีชั่วโมงเนื้อหาด้านบัญชีไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท (เอกสารกองกำกับบัญชีธุรกิจ)
คุณวุฒิแบ่งเป็นสองระดับ ผู้จบไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชีหรือเทียบเท่า เป็นผู้ทำบัญชีให้ธุรกิจได้ทุกประเภททุกขนาด ส่วนผู้จบต่ำกว่าปริญญาตรีแต่ไม่ต่ำกว่าอนุปริญญาหรือ ปวส. ทางการบัญชี ทำได้เฉพาะห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและบริษัทจำกัดที่ ณ วันปิดรอบปีบัญชีที่ผ่านมามีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท ครบทุกข้อ
ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) คือผู้ตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงิน ต้องเป็นคนละคนกับผู้ทำบัญชีเพื่อรักษาความเป็นอิสระ กรมสรรพากรระบุว่า CPA รับงานตรวจสอบและรับรองบัญชีได้ทุกประเภท ไม่จำกัดขนาดกิจการ
ผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) คือผู้ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพากรตามมาตรา 3 สัตต แห่งประมวลรัษฎากร ขอบเขตแคบกว่ามาก กรมสรรพากรระบุว่า TA ตรวจสอบและรับรองบัญชีได้เฉพาะห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่มีทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท (การปฏิบัติงานของผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี) แปลว่าถ้ากิจการของคุณเป็นบริษัทจำกัด TA เซ็นรับรองงบให้ไม่ได้ ต้องเป็น CPA เท่านั้น
หน้าที่ตามกฎหมายและเส้นตายจริง
มาตรา 11 กำหนดว่างบการเงินต้องได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ยกเว้นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งตามกฎหมายไทยซึ่งมีทุน สินทรัพย์ หรือรายได้ไม่เกินที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอธิบายเกณฑ์นี้ว่าทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท (คู่มือนิติบุคคลตั้งใหม่)
กำหนดเวลายื่นงบการเงินแบ่งเป็นสองกรณี ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่ตั้งตามกฎหมายไทย นิติบุคคลที่ตั้งตามกฎหมายต่างประเทศ และกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ยื่นภายใน 5 เดือนนับแต่วันปิดบัญชี ส่วนบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด ต้องเสนองบต่อที่ประชุมใหญ่เพื่ออนุมัติภายใน 4 เดือนนับแต่วันปิดบัญชี แล้วยื่นต่อนายทะเบียน ภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ได้รับอนุมัติในที่ประชุมใหญ่ (คู่มือการยื่นงบการเงิน) บริษัทที่ปิดรอบบัญชี 31 ธันวาคม จึงมักถูกบีบให้จบทุกอย่างภายในเดือนพฤษภาคม
โทษที่กฎหมายกำหนดตรง ๆ คือ ไม่จัดให้มีผู้ทำบัญชีตามมาตรา 19 วรรคหนึ่ง ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท (มาตรา 29) ไม่ยื่นงบการเงินตามกำหนดเวลาในมาตรา 11 วรรคหนึ่ง ปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท (มาตรา 30) และการลงรายการเท็จหรือละเว้นการลงรายการในบัญชีหรืองบการเงิน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หากผู้กระทำเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี เพิ่มเป็นจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท (มาตรา 39) ข้อสำคัญคือความรับผิดอยู่ที่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี คือตัวนิติบุคคลและกรรมการ ไม่ใช่สำนักงานบัญชีที่คุณจ้าง
ตรวจสอบเองได้ที่ไหน
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเคยออกข่าวแนะนำให้นิติบุคคลตรวจสอบสถานะผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีก่อนนำส่งงบการเงินทุกปี ช่องทางที่ใช้ได้จริงมีดังนี้
ตัวตนของนิติบุคคล ว่าสำนักงานบัญชีจดทะเบียนอยู่จริงหรือไม่ ทุนเท่าไร กรรมการเป็นใคร ผ่าน DBD DataWarehouse+ หรือแอปพลิเคชัน DBD e-Service
เป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพจริงหรือไม่ ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยกดแบนเนอร์สำนักงานบัญชีคุณภาพ กรมเผยแพร่รายชื่อแยกตามภูมิภาค เช่น รายชื่อในเขตปริมณฑล ถ้าไม่อยู่ในรายชื่อ แปลว่าไม่ใช่
ผู้ทำบัญชีของกิจการคุณ ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หัวข้อบริการออนไลน์ เมนูผู้ทำบัญชี (e-Accountant) แล้วเลือกตรวจค้นข้อมูลผู้ทำบัญชีของนิติบุคคล หากไม่พบ แปลว่ายังไม่ได้แจ้งชื่อกิจการของคุณไว้กับกรม
สถานะสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี ที่ระบบตรวจสอบสถานะสมาชิก และใบอนุญาต CPA ที่ระบบตรวจสอบสถานะผู้สอบบัญชี สถานะต้องแสดงว่าปกติ หากขึ้นว่าสิ้นผล ถือว่างบการเงินนั้นไม่ได้ถูกตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
ผู้สอบบัญชีแจ้งชื่อกิจการของคุณแล้วหรือยัง ที่ระบบตรวจค้นข้อมูลผู้สอบบัญชีของนิติบุคคล
ผู้สอบบัญชีภาษีอากร ที่หน้าผู้ตรวจสอบและรับรองบัญชี กรมสรรพากร
ทั้งหกข้อควรทำซ้ำทุกปีก่อนนำส่งงบการเงิน ไม่ใช่ทำครั้งเดียวตอนเซ็นสัญญา
สัญญาณเตือนของสำนักงานบัญชีที่ควรเลี่ยง
เสนอราคาโดยไม่ถามจำนวนเอกสาร ราคาบัญชีผูกกับปริมาณงาน ใครเสนอราคาก่อนถามว่ามีบิลกี่ใบต่อเดือน แปลว่ายังไม่รู้ว่าต้องทำอะไร
ไม่ยอมบอกชื่อผู้ทำบัญชีที่จะแจ้งในระบบ ชื่อนี้ต้องปรากฏในระบบของกรมและตรวจสอบได้
ผู้ทำบัญชีเป็นคนเดียวกับผู้สอบบัญชี ผู้สอบบัญชีต้องเป็นอิสระจากการจัดทำบัญชี ข้อเสนอว่าทำและเซ็นให้เองครบจบคนเดียวคือปัญหา ไม่ใช่ความสะดวก
เสนอให้ทำสองบัญชี หรือรับรองล่วงหน้าว่าจะเสียภาษีเท่านี้ การลงรายการเท็จมีโทษอาญาตามมาตรา 39
ไม่ส่งหลักฐานการยื่นกลับมาให้ตรวจ คุณควรได้รับสำเนางบการเงินและแบบภาษีที่ยื่นแล้วทุกครั้ง
ติดต่อยากในช่วงปิดงบ ผู้ทำบัญชีที่รับงานเต็มเพดาน 100 รายต่อปีจะแน่นมากในเดือนพฤษภาคม
ไม่มีขั้นตอนส่งมอบงานเมื่อเลิกจ้าง ถามตั้งแต่วันแรกว่าจะได้สมุดบัญชี งบทดลอง และไฟล์ข้อมูลคืนอย่างไร
คำถามที่ควรถามก่อนตัดสินใจ
ถามให้ตรงและขอคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษร ใครจะเป็นผู้ทำบัญชีที่แจ้งชื่อในระบบ ใครเป็นผู้สอบบัญชีและเป็น CPA หรือ TA ราคาที่เสนอครอบคลุมการยื่นภาษีอะไรบ้าง ค่าสอบบัญชีรวมอยู่แล้วหรือคิดแยก หากยื่นล่าช้าเพราะความผิดของสำนักงาน ใครรับผิดชอบค่าปรับ และต้องส่งเอกสารภายในวันที่เท่าไรของแต่ละเดือน คำตอบที่คลุมเครือในวันเสนอราคามักกลายเป็นข้อพิพาทในวันปิดงบ หากต้องการตัวอย่างว่าขอบเขตงานที่เขียนชัดควรละเอียดระดับไหน ลองเทียบกับบริการรับทำบัญชีรายเดือน และบริการตรวจสอบบัญชี แล้วใช้เป็นเช็กลิสต์ถามรายอื่นด้วย
สรุป
เกณฑ์การเลือกที่ใช้ได้จริงมีสามชั้น ชั้นแรกคือความถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ทำบัญชีมีตัวตนและสถานะสมาชิกปกติ ผู้สอบบัญชีมีใบอนุญาตสถานะปกติและมีสิทธิเซ็นให้กิจการประเภทของคุณ ชั้นที่สองคือระบบงาน ซึ่งเครื่องหมายสำนักงานบัญชีคุณภาพเป็นตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ ชั้นที่สามคือความเข้ากันในการทำงานจริง ซึ่งไม่มีใบรับรองใดวัดแทนได้ ต้องคุยเอง
STA เป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพที่ขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตั้งอยู่ที่นนทบุรี ดูแลงานโดยทีมผู้สอบบัญชีรับอนุญาตและผู้สอบบัญชีภาษีอากร หากต้องการให้ประเมินขอบเขตงานและค่าบริการตามลักษณะธุรกิจของคุณ สามารถขอใบเสนอราคาได้ และแนะนำให้นำไปเทียบกับรายอื่นอย่างน้อยสองราย โดยใช้คำถามชุดเดียวกันทุกราย






ความคิดเห็น