ขอเพิ่มเติมค่ะ
ตามที่ทางคุณ sarawusa ได้ตอบไว้ ข้อ1(1)และ(2)
(1) ต้องเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่จะต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น

Note : ค่าเบี้ยเลี้ยงจะต้องเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้าง เพื่อเป็นค่าอาหารกลางวันหรือค่าเครื่องดื่มที่เป็นการจ่ายโดยสุจริตตามความจำเป็นที่ลูกจ้างต้องออกไปปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง และได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น เมื่อนายจ้างได้จ่ายค่า เบี้ยเลี้ยงให้แก่ลูกจ้างที่ออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ ข้อสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ การออกไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ของพนักงานนั้นต้องไม่ได้ออกไปเป็นประจำจึงจะเข้าหลักเกณฑ์การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ (1) ข้างต้น
เช่น พนักงานขายต่างจังหวัดต้องไปขายสินค้าต่างจังหวัดทุกเดือน และได้รับเบี้ยงเลี้ยงเป็นประจำทุกเดือน เช่นนี้ถือเป็นเงินได้ของลูกจ้างตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ต่อเมื่อเป็นครั้งคราวเท่านั้นไม่ออกไปเป็นประจำ เช่น พนักงานต้องออกไปติดตั้งเครื่องจักรให้กับลูกค้า ออกไปซ่อมแซมสินค้าให้กับลูกค้า อย่างไรก็ดีสิทธิยกเว้นจะต้องเข้าหลักเกณฑ์ใน (2) ดังนี้
(2) ในกรณีบุคคลดังกล่าวได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงในอัตราไม่เกินอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงสูงสุดที่ทางราชการกำหนดจ่ายให้แก่ข้าราชการตามพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ในประเทศหรือต่างประเทศ แล้วแต่กรณี ตามหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายในลักษณะเหมาจ่าย ให้ถือว่าค่าเบี้ยเลี้ยงดังกล่าว เป็นค่าเบี้ยเลี้ยงซึ่งบุคคลดังกล่าวได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนและได้จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น โดยไม่ต้องมีหลักฐานการจ่ายเงินมาพิสูจน์

Note : ค่าเบี้ยเลี้ยงที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างจะไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของลูกจ้างต่อเมื่อค่าเบี้ยเลี้ยงนั้นต้องไม่เกินจำนวนเงินสูงสุดที่ทางราชการจ่ายให้แก่ข้าราชการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการพ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นอัตราเหมาจ่าย แยกเป็น 2 กรณีคือ
ก. ค่าเบี้ยเลี้ยงในประเทศ ข้าราชการเบิกได้สูงสุดไม่เกินวันละ 240 บาท
ข. ค่าเบี้ยเลี้ยงไปต่างประเทศ ข้าราชการเบิกได้สูงสุดไม่เกินวันละ 3,100 บาท
ที่มา : http://criminal.police.go.th/main_law.html
Posted : 2009-10-09 17:39:18