การทำบัญชีให้ถูกต้องตามกฎหมาย

Posted by on ก.ย. 16, 2016 in ประชาสัมพันธ์

การทำบัญชีให้ถูกต้องตามกฎหมาย

การทำบัญชีให้ถูกต้องตามกฎหมาย

การทำบัญชีให้ถูกต้องตามกฎหมาย

  1. จัดให้มีผู้ทำบัญชี ซึ่งมีคุณสมบัติและเงื่อนไขตามประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  2. จัดให้มีการทำบัญชีนับแต่วันเริ่มทำบัญชี
  3. ทำบัญชีให้ครบถ้วนและถูกต้อง โดยมีหลักเกณฑ์และวิธีการตามที่กฎหมายกำหนด
  4. ควบคุมดูแลผู้ทำบัญชีให้จัดทำบัญชีให้ถูกต้องและตรงตามความจริง
  5. จัดทำเอกสารประกอบการบันทึกบัญชี
  6. ส่งมอบเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้ผู้ทำบัญชีให้ถูกต้องครบถ้วน เพื่อให้บัญชีที่จัดทำขึ้น สามารถแสดงผลการดำเนินงาน ฐานะการเงิน หรือการเปลี่ยนแปลงฐานะการเงินที่เป็นอยู่ตามความเป็นจริงและตามมาตรฐานการบัญชี
  7. ต้องปิดบัญชี ครั้งแรกภายใน 12 เดือน นับแต่วันเริ่มทำบัญชี และปิดบัญชีครั้งต่อไปทุกรอบ 12 เดือน นับแต่วันปิดบัญชีครั้งก่อน
  8. จัดทำงบการเงินโดยมีรายการย่อ ตามที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าประกาศกำหนด
  9. ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดย CPA (เว้นแต่ งบการเงินของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่มีทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท และ รายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท ต้องมี TA ตรวจสอบงบการเงิน)
  10. ต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารบัญชีไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี โดยให้จัดเก็บบัญชี ณ สถานที่ประกอบธุรกิจ

ทำบัญชีอย่างไรให้สรรพากรยอมรับได้

ผู้ประกอบการจะทำบัญชีได้อย่างถูกต้องนั้น มีผู้เชี่ยวชาญทางบัญชีเคยบอกกล่าวไว้ว่า ในเบื้องต้นผู้ทำบัญชีจะต้องมีความรู้ในธุรกิจที่ทำให้ดีเสียก่อน นอกจากนี้ ก็ต้องมีระบบบัญชีที่ดี มีเอกสารการรับเงินจ่ายเงิน สต็อกสินค้า ส่งสินค้าให้ครบถ้วนตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ประมวลรัษฎากร เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอดสำหรับการเข้าตรวจสอบของสรรพากร

ประเภทธุรกิจที่แตกต่างกัน ก็จะมีรายละเอียดในการทำบัญชีแตกต่างกัน

เช่น ธุรกิจบริการ ต้องไม่ลืมที่จะคำนวณภาษีที่หัก ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่เกิดการให้บริการ หรือธุรกิจผลิตสินค้า ต้องตีความให้ถูกต้องว่าสินค้าใดผลิตเพื่อขาย สินค้าใดรับจ้างผลิต ซึ่งจะมีการลงบัญชีแตกต่างกัน สำหรับธุรกิจนำเข้า-ส่งออก จะต้องตรวจสอบพิกัดสินค้าที่นำเข้า หรือส่งออก เพราะหากมีการลงพิกัดผิด ก็อาจจะถูกปรับเสียค่าใช้จ่ายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ธุรกิจลีสซิ่งและเช่าซื้อ ก็ต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่าเป็นธุรกรรมเป็นประเภทใด การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หรือการให้เช่า ก็จะมีการลงบัญชีที่แตกต่างกัน

วัตถุประสงค์ของการจัดทำบัญชีสำหรับกิจการ

หลักๆ คือ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ใช้ประกอบการตัดสินใจในภาวะสำคัญ และเพื่อประกอบการพิจารณาเป้าหมายของกิจการ นอกจากนั้น การทำบัญชียังมีประโยชน์เพื่อการสั่งการ การอำนวยการ การควบคุมบุคลากร และทรัพยากรที่สำคัญขององค์กรให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล เพื่อให้แน่ใจว่ามีการรายงานและดำรงรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรที่สำคัญขององค์กร และเพื่ออำนวยความสะดวกต่อการควบคุมและเพื่อหน้าที่ทางสังคม ซึ่งเจ้าของกิจการ กรรมการ ผู้ถือหุ้น ต้องตระหนักถึงการมีระบบบัญชีที่ดี

การจัดการทางบัญชีที่ดีต้องมีการจัดสายงานที่ดี มีระบบในการทำงานร่วมกัน ระบุหน้าที่รับผิดชอบที่ชัดเจน และมีการใช้กำลังคนที่เหมาะสมกับงาน มีการวางแผนและกำหนดเป้าหมาย การจูงใจให้เกิดการทำงานไปสู่เป้าหมาย เข้าใจธรรมชาติของบุคคล และมีระบบควบคุมที่มีเสถียรภาพ นักบัญชีที่ดี ต้องทำความเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทางบัญชี เช่น พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 มาตรฐานการบัญชี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการจัดการห้างหุ้นส่วนและบริษัท พระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ ประมวลรัษฎากร กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น พ.ร.บ.โรงงาน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ประกาศของกรมทะเบียนการค้า และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นต้น

มาดูหน้าที่ของผู้จัดทำบัญชีกันว่า นอกจากจะต้องจัดทำบัญชีให้ถูกต้องแล้ว กรณีปกติ ผู้จัดทำบัญชีจะต้องเก็บรักษาบัญชี และเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี กรณีเลิกกิจการ ก็ต้องเก็บเอกสารจนกว่าจะส่งมอบให้สารวัตรบัญชีและสารวัตรบัญชีเก็บไว้อย่างน้อยอีก 5 ปี (ส่งมอบภายใน 90 วันขยายได้ถึง 180 วัน) กรณีถูกตรวจสอบ อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้เก็บเกิน 5 ปีแต่ไม่เกิน 7 ปี ส่วนผู้ทำบัญชี จะต้องมีคุณสมบัติโดยเป็นผู้มีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทย มีความรู้ภาษาไทย ไม่เคยต้องโทษจำคุกในความผิดตามกฎหมายบัญชี/สอบบัญชี

ภาษีเบื้องต้นที่ผู้ประกอบการใหม่ควรทราบ

ความรู้ด้านภาษี

ความรู้ด้านภาษีและความเข้าใจเรื่องภาษีของคุณจะช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาได้มาก การจ่ายภาษีในจำนวนและเวลาที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณไม่ต้องจ่ายค่าปรับอีกด้วย

โดยทั่วไป บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่เสียภาษีตามที่กฎหมายระบุในกฎหมาย แต่มีกิจการบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมายต่างๆ หากกิจการของคุณต้องเสียภาษี คุณจะต้องดำเนินการขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีสำหรับกิจการ เพื่อเข้าระบบจ่ายภาษีเงินได้

ประเภทของภาษีที่ต้องจ่าย

  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล
    เป็นภาษีเงินได้สำหรับนิติบุคคล
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT)
    หากมีรายรับจากการให้บริการหรือการขายสินค้าเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย
    หากกิจการมีรายรับจากการให้บริการและได้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว เมื่อถึงเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี กิจการนั้นสามารถนำภาษีที่ถูกหักไว้แล้วมาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระได้
  • ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
    หากกิจการมีรายจ่ายจากการรับบริการ กิจการจะต้องยื่นแบบรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน

เมื่อเป็นผู้จ้าง กิจการมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการจ้างงาน ดังนี้ 

จดทะเบียนประกันสังคม

หากกิจการมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป นายจ้างและลูกจ้างจะต้องขึ้นทะเบียนเป็น ผู้ประกันตน ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน 

การดูแลลูกจ้าง

หากกิจการมีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป กฎหมายกำหนดให้กิจการต้องดูแลลูกจ้างให้มีสวัสดิการพื้นฐานที่ดี และจ่ายค่าแรงลูกจ้างอย่างน้อยเท่ากับค่าจ้างขั้นต่ำของจังหวัดที่กิจการตั้งอยู่ นอกจากนี้ กิจการสามารถขอรับบริการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อฝึกลูกจ้างของคุณเพื่อเตรียมเข้าทำงานหรือยกระดับฝีมือได้อีกด้วย

กิจการที่มีลูกจ้างถึง 100 คน

หากกิจการมีลูกจ้างครบ 100 คน จะต้องขอขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร้อยละ 50 ของลูกจ้างทั้งหมดทุกปี